ลงวินโดวส์ใหม่ไม่มีเสียง

แบ่งปันความรู้

ผมเห็นหลายคนโพสต์ปัญหานี้ในหลายเว็บบอร์ด แต่ยังไม่เห็นสมาชิกเว็บของบอร์ดใหนช่วยแก้ปัญหาได้ครับ บางคนถึงกับบอกให้ยกเครื่องไปที่ร้านซ่อมเลย วิธีแก้ปัญหาง่ายนิดเดียวครับ ไปดาวน์โหลด โปรแกรมชื่อ Realtek AC97 หลังจากนั้นก็ Install เรียบร้อยครับ

Add comment April 25, 2009

สาเหตุและวิธีแก้ปัญหานอนกรน

โดยปกติแล้วทุกๆ คนมีสิทธิ์นอนกรนได้ แม้กระทั่งเด็กเล็กและสัตว์เลี้ยงก็อาจจะนอนกรนได้ แต่การนอนกรนมีผลต่อทั้งปริมาณและคุณภาพในการนอนหลับของคุณ การนอนหลับไม่สนิทอาจทำให้เกิดความเมื่อยล้าในช่วงกลางวัน และอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้ และที่สำคัญ ถ้าการกรนของคุณมีเสียงดังมากจนทำให้คนที่นอนข้างๆ ไม่สามารถนอนหลับได้ คุณก็อาจจะถูกตะเพิดให้ออกไปจากห้องนอนได้ ซึ่งการแยกห้องกันนอไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาการนอนกรนที่ถูกต้อง

การนอนกรนสามารถรักษาได้หลายวิธี การค้นหาสาเหตุของอาการนอนกรนของคุณนอกจากจะช่วยให้ค้นพบวิธีรักษาที่ถูกต้องแล้วยังช่วยพัฒนาสุขภาพของคุณรวมไปถึงความสัมพันธ์กับคู่นอนและการนอนหลับของคุณด้วย

วิธีแก้ปัญหานอนกรน

การแก้ปัญหาโรคนอนกรน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีผลต่อการนอนหลับพักผ่อนของคุณและเพื่อนร่วมเตียง จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากรู้สาเหตุที่แท้จริง การวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องสามารถช่วยในการเลือกวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม คุณสามารถทดลองแก้ปัญหาด้วยวิธีง่ายๆ ด้วยตัวเองก่อนเพื่อดูว่าสามารถป้องกันหรือลดอาการนอนกรนได้หรือไม่ โดยการปฏิบัติดังต่อไปนี้:

- นอนตะแคง
- ยกหัวเตียงให้สูงขึ้น
- งดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาบางชนิด
- ทำความสะอาดหลอดลม
- ลดน้ำหนัก

ถ้าการทดลองทำตามวิธีการข้างบนไม่สามารถแก้อาการนอนกรนของคุณได้ ปัญหาดังกล่าวอาจเกิดจากสาเหตุที่ซับซ้อน รวมถึงการแก้ปัญหาที่ต้องใช้วิธีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งไม่ต้องเป็นกังวลเพราะยังมีวิธีรักษาอีกหลายวิธี โดยเฉพาะถ้าคุณสามารถค้นพบสาเหตุการนอนกรนของคุณได้ จะช่วยให้คุณสามารถเลือกวิธีรักษาได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

สาเหตุของการนอนกรน

ส่วนใหญ่ผู้ที่นอนกรนเป็นประจำมักจะมีเนื้อเยื่อในลำคอมากกว่าปกติ ซึ่งทำให้เกิดการสั่นสะเทือนและเสียงดังมากกว่าปกติในขณะหายใจ รวมถึงตำแหน่งของลิ้นที่อาจจะขัดขวางทางเดินของอากาศในขณะหายใจ การตรวจสอบดูว่าคุณนอนกรนอย่างไรและเมื่อไหร่จะช่วยให้เข้าใจว่าคุณสามารถที่ควบคุมการนอนกรนของคุณได้ด้วยตัวคุณเองหรือไม่ได้ดียิ่งขึ้น การให้เพื่อนร่วมเตียงบันทึกอาการนอนกรนประจำวันของคุณจะช่วยให้ตัดสินใจใช้วิธีในการรักษาที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เคล็ดลับ: การบอกอาการนอนกรนของคุณอาจนำไปสู่วิธีแก้ปัญหาได้

ลักษณะการนอนกรนของคุณ:

- นอนกรนขณะปิดปาก: ตำแหน่งของลิ้นอาจเป็นสาเหตุที่สำคัญ
- นอนกรนขณะเปิดปาก: คุณอาจมีเนื้อเยื่อในลำคอมากเกินไป
- นอนหงาย: อาการนอนกรนอ่อนๆ อาจแก้ไขด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมในการเข้านอนหรือแม้กระทั่งไลฟ์สไตล์
- นอนกรนในทุกท่า: อาการนอนกรนของคุณอาจเกิดจากปัญหาที่ซับซ้อนและการรักษาต้องใช้วิธีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

สาเหตุและความเสี่ยงจากโรคนอนกรน

สาเหตุที่ไม่สามารถควบคุมได้

- พันธุกรรม – เช่น หลอดลมแคบ, ปากแหว่ง หรือสาเหตุผิดปกติทางร่างกายจากสาเหตุทางพันธุกรรมอื่นๆ
- เข้าสู่วัยกลางคน – อายุที่เพิ่มขึ้นจะทำให้หลอดลมแคบขึ้นและกล้ามเนื้อในการเปล่งเสียงลดลง
- ผู้ชาย – ผู้ชายมีหลอดลมแคบกว่าผู้หญิง ซึ่งมีโอกาสที่จะนอนกรนมากกว่า
- อาการแพ้ต่างๆ เป็นหวัด – การอุดตันในหลอดลมอาจทำให้หายใจลำบากและนอนกรน

สาเหตุที่สามารถควบคุมได้

- มีน้ำหนักมากเกินไป – การมีเนื้อเยื่อไขมันมากเกินไปและเนื้อเยื่อในการเปล่งเสียงน้อยเกินไปอาจทำให้เกิดการนอนกรนได้
- การสูบบุหรี่ – การสูบบุหรี่ (หรือได้รับควันบุหรี่จากคนใกล้ชิด) ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวและอุดตันทางเดินลมหายใจ
- เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และ ยาบางชนิด – แอลกอฮอล์และยาบางชนิดทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวและนำไปสู่การนอนกรน
- ท่านอน – การนอนหงายแบนราบบนที่นอนทำให้กล้ามเนื้อในหลอดลมผ่อนคลายและขัดขวางทางเดินอากาศในหลอดลม

การนอนกรนและปัญหาความสัมพันธ์

การนอนกรนนอกจากจะทำให้นอนเพื่อนร่วมเตียงนอนไม่หลับแล้วยังอาจจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาอีกด้วย รวมไปถึงการที่มีสามีภรรยาอาจแยกห้องกันนอนเพื่อให้ได้พักผ่อนเต็มที่ การรักษาอาการนอนอ่อนๆ จึงสามารถช่วยพัฒนาคุณภาพคุณภาพชีวิตของทั้งคุณและคนที่คุณรักได้

สามีหรือภรรยาของผู้ที่นอนกรมหนักๆ อาจนอนไม่หลับหลายชั่วโมงในแต่ละคืน ซึ่งการผักผ่อนไม่เต็มที่ทำให้เกิดความเมื่อยล้าที่อาจมีผลต่อการเข้าร่วมกิจกรรมสังคมหรือปัญหาสุขภาพและความสัมพันธ์

คู่นอนที่แยกห้องกันนอนทำให้ไม่มีโอกาสได้คุยกันก่อนนอนรวมถึงกายสัมผัสและอาจทำให้ความสัมพันธ์ตรึงเครียดได้

ผลเสียต่อสุขภาพที่เกิดจากการนอนกรน

ปัญหาสุขภาพของผู้ที่มีคู่นอนที่นอนกรนโดยส่วนใหญ่จะเกิดจากการนอนไม่หลับ ซึ่งทำให้เกิดความเมื่อยล้าและอาการตื่นตัวของระบบประสาท ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

ผู้ที่นอนกรนเป็นประจำหรือมีอายุอยู่ในช่วงวัยกลางคนที่เกิดจากการอุดตันในหลอดลม อาจต้องตื่นนอนหลายครั้งในแต่ละคืนเพื่อให้หายใจได้สะดวกขึ้น อย่างไรก็ตาม การนอนกรนไม่ได้เป็นสาเหตุของการหยุดหายใจฉับพลัน

การรักษาทางการแพทย์สำหรับโรคนอนกรน

ถ้าหากว่าการควบคุมการนอนกรนของคุณไม่ได้ผล ควรไปพบนาสิกแพทย์เพื่อรับการบำบัดที่ถูกต้อง ซึ่งอาจต้องใช้เครื่องมือในการบำบัดดังต่อไปนี้

เครื่องช่วยหายใจ

เป็นเครื่องมือช่วยให้อากาศผ่านเข้าออกได้อย่างสะดวกในขณะนอนหลับ โดยการอัดอากาศเข้าไปในหน้ากากที่คุณสวมขณะนอนหลับ

เครื่องมือทันตแพทย์สำหรับถ่างขากรรไกร

เป็นเครื่องมือทางการแพทย์คล้ายกับการ์ดป้องกันคางสวมใส่โดยนักกีฬาในขณะแข่งขัน ซึ่งสามารถช่วยให้อากาศไหลผ่านได้อย่างสะดวกโดยการถ่างขากรรไกรออกหรือเปลี่ยนตำแหน่งของลิ้นในขณะนอนหลับ

เครื่องมือชนิดนี้ควรจะมีขนาดพอดีกับปากของคุณ และส่วนอื่นๆ ที่เข้ากับสรีระศีรษะและคางของคุณ ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนาสิกสามารถช่วยปรับแต่งเครื่องมือชนิดนี้ให้พอดีกับสรีระของคุณได้

การผ่าตัด

เป็นการการผ่าตัดขยายขนาดหลอดลมโดยนำเอาเนื้อเยื่อส่วนที่เกินออก ด้วยเลเซอร์ ไมโครเวฟ หรือวิธีอื่นๆ เช่น อาจจะเป็นการผ่าตัดต่อมทอลซิล หรือเนื้อเยื่อที่ด้านหลังของคอหรือข้างในโพรงจมูก หรือการปรับแต่งขากรรไกรใหม่

การผ่าตัดด้วยวิธีการใหม่ๆ ที่ได้ผล เช่น การฝังพลาสติกขนาดสั้นกว่า 1 นิ้ว เข้าไปในเพดานปากด้วยเครื่องมือพิเศษคล้ายไซริง ซึ่งอาจมีความเจ็บปวดและผลข้างเคียงเล็กน้อย วิธีดังกล่าวจะช่วยให้เนื้อเยื่อที่เกิดจากการผ่าตัดช่วยลดการสั่นสะเทือนที่ทำให้เกิดการนอนกรนได้ ข้อเสียของการรักษาด้วยวิธีนี้คือมีค่าใช้จ่ายสูงและประกันสุขภาพไม่ครอบคลุมถึงการผ่าตัดรักษาอาการนอนกรน

เคล็ดลับการรักษาการนอนกรนด้วยตัวเอง

- ลดน้ำหนัก: การลดน้ำหนักได้ผลดีสำหรับผู้ที่มีอาการนอนกรนอ่อนๆ การลดน้ำหนักเพียงเล็กน้อยช่วยลดเนื้อเยื่อบริเวณด้านหลังของลำคอและอาการนอนกรนได้
- นอนตะแคง: ถ้าคุณนอนหงายและมีการกรนเบาๆ การนอนตะแคงจะเป็นการช่วยรักษาอาการนอนกรนไปในตัว

- หนุนหัวให้สูงขึ้น: พยายามยกศีรษะให้สูงด้วยการปรับหัวเตียงให้สูงขึ้น เพื่อให้อากาศไหลเวียนได้อย่างสะดวก หรือดันลิ้นและคางให้ยื่นไปข้างหน้า หรือใช้หมอนที่ออกแบพิเศษที่ทำให้กล้ามเนื้อที่คอไม่ย่น

- งดเว้นการดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานยา และอาหารบางอย่าง: เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาบางอย่าง เช่น ยานอนหลับ ยาแก้แพ้ ทำให้เกิดการผ่อนคลายของลิ้นและกล้ามเนื้อที่คอ ซึ่งอาจทำให้เกิดการนอนกรนได้ ผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันสูงและน้ำนมถั่วเหลืองทำให้เกิดเมือกหรือมีเสมหะในลำคอซึ่งอาจทำให้เกิดการนอนกรนได้เช่นกัน

- ทำความสะอาดทางเดินหายใจ: การอุดตันของทางเดินอากาศทำให้หายใจได้ลำบากขึ้น และทำให้เกิดสุญญากาศในลำคอ ซึ่งเป็นสาเหตุของการนอนกรน การลดการอุดตันในจมูกช่วยให้สามารถหายใจได้สะดวกยิ่งขึ้นในขณะที่นอนหลับ ยาแก้แพ้ต่างๆ อาจช่วยรักษาหลายๆ โรคได้ แต่ทำให้กล้ามเนื้อที่คอมีการผ่อนคลายและเป็นสาเหตุของการนอนกรน

แปลและเรียบเรียงจาก:http://www.helpguide.org/life/snoring.htm

Add comment January 11, 2009

การลงทุนในฟิวเจอร์หุ้นรายตัว

การลงทุนในฟิวเจอร์ของหุ้นรายตัว (Single Stock Futures) เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) เนื่องจากเป็นราคาที่กำหนดซื้อขายล่วงหน้า โดยที่นักลงทุนไม่จำเป็นต้องถูกบังคับขายหุ้นหรือเพิ่มเงินเพื่อรักษามาร์จิ้นเมื่อราคาหุ้นลดลง

การลงทุนในฟิวเจอร์ของหุ้นรายตัวจะกำหนดทำการซื้อขายเป็นสัญญา (Contract) สำหรับตลาดในประเทศไทย 1 สัญญา ประกอบไปด้วย 1,000 หุ้น ในตลาดต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา 1 สัญญา อาจประกอบไปด้วยหุ้นสามัญเพียง 100 หุ้น

การลงทุนในฟิวเจอร์ของหุ้นเป็นการลงทุนเช่นเดียวกับตลาดซื้อขายล่วงหน้าทั่วไป ถ้านักลงทุนคาดว่าหุ้นตัวนั้นจะขึ้นในอนาคตก็เป็นการสั่งซื้อ และถ้านักลงทุนคาดหวังว่าหุ้นจะลงในอนาคตก็เป็นการสั่งขาย

สำหรับตลาดในประเทศไทย การซื้อสัญญาฟิวเจอร์มีอายุกำหนดแน่นอน เช่น สิ้นสุด เดือน มีนาคม มิถุนายน กันยายน และ ธันวาคม (รายไตรมาส) ผู้ที่ถือสัญญาครบอายุจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินสดในวันครบสัญญาบวกเงินปันผลและกำไรหรือหักขาดทุนตามแต่กรณี

การลงทุนในฟิวเจอร์จะไม่มีการโอนหุ้นจริงๆ เป็นเพียงการซื้อขายตามสัญญาเท่านั้น ดังนั้น หากนักลงทุนต้องการถือหุ้นระยะยาวควรจะถือครองหุ้นสามัญ

ข้อดีของการลงทุนในฟิวเจอร์คือผู้ถือหุ้นคือนักลงทุนไม่จำเป็นต้องขายหุ้นเมื่อราคาลดลงหรือเพิ่มเงินสดเพื่อรักษามาร์จิ้น การลงทุนในฟิวเจอร์จึงเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่ดีในภาวะที่มีตลาดความผันผวนหรือช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำหรือแม้แต่ช่วงที่เศรษฐกิจที่กำลังร้อนแรง

Add comment December 21, 2008

ทำไมพันธมิตรถึงทำเพื่อเด็จการ

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (หรือความจริงเพื่อเผด็จการ) เตรียมเคลื่อนไหวครั้งใหญ่อีกรอบหากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ร่างโดย สสร ที่มาจากการสรรหาโดยเผด็จการทหารที่ได้อำนาจมาจากการโค่นล้มรัฐบาลสมัยนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ. 2549

หากมองในแง่การต่อสู้ทางการเมือง การกระทำของพันธมิตรเป็นการป้องกันการทุจริตของนักการเมืองที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในอำนาจที่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นความตั้งใจที่ดี

แต่ในทางปฏิบัติ กลุ่มพันธมิตรกำลังแสวงหาการเมืองในรูปใหม่ที่ประชาธิปไตยไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตนได้ (เนื่องจากไม่ไดรับเสียงสนับสนุนเพียงพอ) นั่นคือเผด็จการในรูปแบบใหม่ หรือ Neo-Dictatorship ที่อาศัยทหารเป็นเครื่องมือในการรวบรวมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ

เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถนำไปสู่การกำจัดศัตรูทางการเมืองผ่านเครื่องมืออีกรูปแบบที่เรียกว่ากฎหมายที่ฝ่ายมีอำนาจสามารถเขียนหรือแก้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ได้ตามต้องการ

การเมืองในรูปแบบใหม่ที่นำเสนอโดยพันธมิตรจึงเป็นการรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จโดยกลุ่มคนที่มาจากการสรรหาถึง 70 เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบกับตัวแทนฝ่ายประชาชนเพียง 30 เปอร์เซ็นต์

ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความต้องการครอบงำอำนาจทางการเมืองที่สามารถบันดาลให้ทุกสิ่งเป็นไปได้ตามที่ฝ่ายตนต้องการ
สมติว่า ตัวแทนจากการสรรหาทุกคนเป็นฝ่ายพันธมิตร จะเกิดอะไรขึ้นกับการเมืองไทย?

หากมีการทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้น ตัวแทนจากประชาชนเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ จะมีเสียงเพียงพอในการคัดค้านและตรวจสอบหรือไม่?
ตัวแทนจากการสรรหา จะทำหน้าที่เพื่อคนยากจนที่เป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศหรือเพื่อกลุ่มผลประโยชน์ที่คัดเลือกพวกเขาเข้ามา?

พันธมิตร ยังมีทิฐิในการดูถูกเหยียดหยามคนยากจนที่เลือก สส. พรรคพลังประชาชนว่าเป็นคนโง่ ไม่ฉลาดและถูกซื้อได้ด้วยเงินเพียงน้อยนิด

หลักฐานดังกล่าวสามารถพิสูจน์ได้ในบอร์ดแสดงความคิดเห็นของเว็บไซต์ทั่วไปที่เปิดโอกาสให้ผู้อ่านสามารถแสดงความคิดเห็น
การเมืองในรูปแบบใหม่ของพันธมิตรอาจเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับหลายๆ คนที่มองไม่เห็นทางออกสำหรับวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย ณ ขณะนี้

แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากพันธมิตรเป็นฝ่ายชนะ?

คนยากคนจนซึ่งเป็นพลเมือง 80 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ที่กลุ่มคนที่มาจากการสรรหามองว่าเป็นคนโง่จะได้รับการดูแลหรือไม่?

มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่กลุ่มคนที่มาจากการสรรหามัวเมาในอำนาจที่ได้มาแบบไร้ขีดจำกัด ดังเช่นฝ่ายออกกฎหมายที่แต่งตั้งโดยฝ่ายยึดอำนาจจกรัฐบาลที่ทำหน้าที่ออกกฎหมายรายวันโดยไม่คำนึงถึงแม้แต่สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน?

คำถามที่กลุ่มพันธมิตรเองก็ยังให้คำตอบไม่ได้:

ถ้าเป็นเช่นนั้น การมี สส. โกงกินเต็มรัฐสภาจะดีกว่า การมีกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจอย่างไร้ขีดจำกัดและไร้ซึ่งการตรวจสอบ หรือไม่?

บางที ประชาชนคนไทยอาจไม่ต้องการ ฮีโร่ ฝ่ายบู๊เข้ามานั่งบริหารบอร์ดรัฐวิสหกิจเพื่อเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายหลายล้านบาทสำหรับพาครอบครัวและญาติมิตรไปดูงานในต่างประเทศ ในขณะอีกหลายล้านคนยังไม่รู้จะเอาอะไรกรอกหม้อสำหรับอาหารมื้อเย็น

Add comment November 18, 2008

การเปลี่ยนแปลงไปสู่ IFRS – คณะผู้ตรวจสอบควรตั้งคำถามอะไร

การกำกับดูแลมาตรฐานบัญชีให้เป็นแบบเดียวกันทั่วโลกประสบความสำเร็จอย่างดีโดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทใน 100 กว่าประเทศ ใช้โครงสร้างแบบเดียวกันตามคู่มือ มาตรฐานการบัญชีแบบเดียวกันทั่วโลก (International Financial Reporting Standard – IFRS) นอกจากนี้ ในหลายประเทศได้ประกาศแผนการเปลี่ยนไปใช้ IFRS ได้แก่ ประเทศแคนาดาและเกาหลี

ประเทศไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการรับเอามาตรฐานนานาชาติเพื่อเป็นเครื่องมือในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันมาใช้อย่างยาวนาน สภาวิชาชีพบัญชี (Federation of Accounting Professions in Thailand – FAP) ได้วางแผนในการรวมมาตรฐานบัญชี (Thailand Accounting Standards – TAS) เข้ากับ IFRS โดยปรับปรุงมาตรฐานบัญชีใหม่ ให้ทัดเทียมมาตรฐาน บัญชีสากล และกำหนดบังคับใช้ในหลายฉบับ โดยมีร่าง TAS จำนวน 21 ฉบับกำลังนำเสนอสู่การพิจารณา เพิ่มเติมจาก TAS ฉบับปรับปรุงจำนวน 10 ฉบับที่มีผลบังคับใช้ต่องบการเงิน ที่จัดทำภายหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551

สร้างบทเรียนให้คนอื่น

ประเทศในยุโรปได้มีการรับเอามาตรฐานนี้ก่อนประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อการวิเคราะห์ คณะกรรมการสหภาพยุโรป จึงได้ทำการสำรวจและจัดทำโครงการ IFRS ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปขึ้น ผลการสำรวจยืนยันว่าการเปลี่ยนไปใช้ IFRS เป็นงานที่ท้าทายอย่างยิ่ง แต่ประสบความสำเร็จอบ่างดีและได้เล็งไปสู่พัฒนาการของการรายงานระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป โดยมีข้อตกลง IFRS ที่ทำให้สามารถจัดทำทำงบการเงินได้ง่ายขึ้นในการเปรียบเทียบกับแต่ละบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือคู่แข่งขันในอุตสาหกรรมเดียวกันในต่างประเทศ

การสำรวจแสดงให้เห็นว่าอุปสรรคความท้าทายหลายอย่างในการรับเอามาตรฐานบัญชีใหม่และการเปลี่ยนไปใช้ IFRS ประกอบไปด้วย:-

• การอฝึกอบรมพนักงาน, นักลงทุน, บอร์ดคณะกรรมการ;
• ความซับซ้อมในการเปรียบเทียบมาตรฐานของแต่ละประเทศทำให้ งบการเงินตาม IFRS ยากต่อการทำความเข้าใจและเปรียบเทียบ
• การขาดแคลนความรู้ภายใน และผู้ตรวจสอบภายนอก รวมทั้งที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้;
• การประเมินราคายุติธรรมที่ไว้ใจได้สำหรับมาตรฐานบัญชีของกิจการและเครื่องมือทางการเงิน และ;
• ต้นทุนในการเปลี่ยนไปใช้มาตรฐานบัญชีใหม่รวมถึงการปรับปรุงระบบไอที การวางระบบแก้ไขนโยบายการรายงานและขั้นตอนการดำเนินงาน การฝึกอบรมพนักงานและการให้ความรู้แก่นักลงทุนและสมาชิกบอร์ดคณะกรรมการ

ภาพรวมเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนในที่ประชุมที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในการรับเอา IFRS ไปใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เข้าร่วมประชุมมีความเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่ IFRS จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ถือหุ้นต่อผู้ถือหุ้นได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลไปยังต้นทุนของทุนที่ต่ำลง

ปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของโครงการเปลี่ยนแปลงไปสู่ IFRS

ความเป็นผู้นำ

การเปลี่ยนไปใช้ IFRS เป็นการเปลี่ยนทั้งโปรแกรม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและการอนุมัติงบประมาณจากฝ่ายบริหารตั้งแต่เริ่มต้นตลอดการวางระบบ เนื่องจากมีความยุ่งยากในการเปลี่ยนโปรแกรม ผู้ที่รับผิดชอบในการวางระบบจึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ อย่างพอเพียง

การสื่อสาร

การตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้ระบบ IFRS ต้องศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีความจำเป็นในการขับเคลื่อนองค์กรทั้งระบบในการรับการเปลี่ยนแปลง การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพอาศัยเหตุผลดังต่อไปนี้:-

• นักลงทุนและผู้ให้สินเชื่อจำเป็นต้องเข้าใจว่ามาตรฐานบัญชีใหม่และการเปลี่ยนไปใช้ IFRS มีผลกระทบอย่างไรต่อข้อมูลทางการเงินของกลุ่มบริษัท; และ
• พนักงานควรมีความเข้าใจถึงเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบต่อพวกเขา

ทรัพยากร

ในการกำหนดระดับการใช้ทรัพยากรเพื่อให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง เกี่ยวข้องกับหัวข้อได้ดังต่อไปนี้:-

• ต้องใช้พนักงานอะไรบ้าง?
• ควรมอบหมายให้ใครรับผิดชอบต่อโครงการ?
• จะกระตุ้นพนักงานอย่างไร? และ
• จะต้องสอดคล้องกับอะไรบ้าง?

ความรู้

คุณสมบัติในการเป็นสมาชิกทีมงานของโปรเจ็กต์คือความรู้ ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ความรู้ในทางเทคนิคของ IFRS แต่ควรให้ความสำคัญกับ:-
• การรู้จักเครื่องมือและวิธีการในการวางระบบ IFRS และขั้นตอนการรายงานภายในกลุ่ม;
• ความเข้าใจในธุรกิจและการทำธุรกรรม ที่ส่งผลต่อกิจกรรมของกลุ่ม:-
• การเพิ่มความรู้ในขั้นตอนการรายงานและเทคโนโลยีที่สนับสนุน

ทีมงานโครงการจำเป็นต้องประกอบไปด้วยบุคคลที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญต่างกันที่สามารถทำงานร่วมกันได้เป็นทีมเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน

ข้อดีในการเปลี่ยนไปใช้ IFRS

การเปลี่ยนไปใช้ IFRS นอกเหนือจากการดึงดูดนักลงทุนและสอดคล้องกับข้อบังคับตามกฎหมาย บริษัทที่เปลี่ยนแปลงระบบยังได้รับผลประโยชน์เพิ่มเติมดังต่อไปนี้

• IFRS ทำให้มีความสอดคล้องกันทั้งบริษัท – ส่งเสริมความสัมพันธ์กับลูกค้า และ ผู้จัดส่งวัตถุดิบจากทั่วโลก เนื่องจากงบการเงินตาม IFRS เป็นมาตรฐานเดียวกัน เนื่องจากธุรกิจในประเทศไทยมีความเป็นนานาชาติมากขึ้นในแง่ของนักลงทุนและการดำเนินงาน IFRS ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบบริษัทในประเทศไทยกับบริษัทอื่นๆ ได้ทั่วโลก
• IFRS เป็นแรงผลักดันให้เกิดการควบกิจการระหว่างประเทศ เป็นหุ้นส่วนและพันธมิตรกับธุรกิจในต่างประเทศเพื่อลดต้นทุนในความร่วมมือกันหลังจากการควบกิจการ
• ส่งเสริมคุณภาพและความสอดคล้องของข้อมูล เพื่อหลีกเลี่ยงการรายงานซ้ำซ้อนและลดต้นทุนด้านการเงิน อาจมีการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มบริษัทที่อยู่คนละพื้นที่ในการจัดทำงบการเงินสำหรับการรายงานภายนอก; หนึ่งฉบับสำหรับงบการเงินภายในประเทศ ฉบับที่สองสำหรับบริษัทแม่ ซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยากและต้นทุนในด้านการเงิน
• งบดุลตาม IFRS มีความใกล้เคียงต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจ ต้นทุนในอดีดจะถูกแทนที่โดยราคายุติธรรมในหลายรายการของงบดุลทำให้บริษัทสามารถแสดงราคาบริษัทที่แท้จริง ตัวอย่างเช่น เครื่องมือทางการเงินและคุณสมบัติการลงทุนจะสะท้อนราคายุติธรรม

ความท้าทายต่อการรวมกัน

ในทำนองเดียวกับการรับเอา IFRS ในทั่วโลก ประเทศไทยจะได้สัมผัสกับความท้าทายดังต่อไปนี้:-

ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี – TAS ไม่ได้แสดงถึงภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ตามมาตรฐานบัญชีสากล 12 – ภาษีเงินได้ต้องระบุรายละเอียดภาษีเงินได้รอตัดบัญชี และจำนวนที่แตกต่างจำเป็นต้องเปิดเผยในงบการเงิน

สวัสดิการพนักงาน – TAS ไม่ได้ครอบคลุมถึงสวัสดิการพนักงาน ตามมาตรฐานบัญชีสากล 19 – สวัสดิการพนักงานตามหลักบัญชีควรรวมเอาสวัสดิการพนักงานระยะสั้นและสวัสดิการพนักงานหลังเกษียณภายใต้แผนการจ่ายเงินปันผล อย่างไรก็ตามยังไม่มีการนำมาใช้จริงในประเทศไทยสำหรับสวัสดิการพนักงานหลังเกษียณภายใต้แผนการจ่ายเงินปันผล; สวัสดิการพนักงานระยะยาวและสวัสดิการการเลิกจ้าง

เครื่องมือทางการเงิน – ในปัจจุบันยังเปรียบเทียบไม่ได้กับมาตรฐานบัญชีสากล 39 – เครื่องมือทางการเงิน: ไม่มีการรับรู้และประเมินตราสารอนุพันธ์ การป้องกันความเสี่ยง การด้อยค่าของสินทรัพย์ทางการเงิน

ทรัพย์สินลงทุน – ในปัจจุบัน TASยังเปรียบเทียบไม่ได้กับมาตรฐานบัญชีสากล 40 – สินทรัพย์ลงทุน: ทรัพย์สินที่ถือครองสำหับการให้เช่าและราคาที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งทรัพย์สิน อาคารและอุปกรณ์ ถูกบันทึกภายใต้มาตรฐานบัญชีไทย 32 – ทรัพย์สิน: อาคารและอุปกรณ์ ฉบับปี พ.ศ. 2003 ตาม IAS16

การออกแบบและพัฒนา
การดำเนินงานทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง TAS กับ IFRS ซึ่งจำเป็นต้องเตรียมเอกสารฝึกอบรม IFRS และคู่มือการบันทึกบัญชีที่อธิบายวิธีการและการตัดสินใจ สิ่งที่ต้องพิจารณาประกอบไปด้วย:-
• ตารางเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทดสอบ และวิเคราะห์
• พัฒนาการของการรายงาน และ
• ระบบการควบคุมภายใน

การวางระบบ

การฝึกอบรมเป็นการสร้างความมั่นใจว่าพนักงานเข้าใจการวางระบบและสามารถใช้คู่มือการรายงานสำหรับธุรกรรมภายใต้ IFRS

การกำกับดูแลของคณะผู้ตรวจสอบ

ฝ่ายบริหารเป็นผู้รับผิดชอบต่อการวางระบบและเปลี่ยนไปใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนไปใช้ IFRS ต้องได้รับการกำกับดูแลโดยคณะผู้ตรวจสอบ สมาชิกคณะผู้ตรวจสอบควรถามกรรมการว่ามีการบริหารการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงที่เกี่ยวข่องอย่างไร จุดประสงค์หลักของคณะผู้ตรวจสอบของ IFRS คือกลยุทธ์ในการวางระบบ ทรัพยากรที่ต้องใช้ในการเปลี่ยนแปลงทั้งองค์กร และการประเมินความสมบูรณ์ของโครงการ

ลงมือเริ่มทำงาน

คำถามข้างล่างสำหรับการเริ่มทำงานของคณะผู้ตรวจสอบในกระบวนการกำกับดูแลที่สำคัญ แบ่งออกเป็น 4 หมวด ได้แก่:-

• เป็นโปรเจ็กต์การเปลี่ยนแปลง
• ผลกระทบต่อรายงานทางการเงิน
• ผลกระทบต่อองค์กรธุรกิจและผู้ถือหุ้น และ
• นัยสำคัญต่อคณะผู้ตรวจสอบ

โปรเจ็กต์การเปลี่ยนแปลง

• ฝ่ายบริหารให้การสนับสนุนอะไรบ้างแก่การวางระบบมาตรฐานบัญชีใหม่
• หัวหน้าขององค์กรธุรกิจ ฝ่ายการเงิน HR ภาษี ไอที มีส่วนร่วมต่อความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงไปใช้ IFRS หรือไม่
• ใช้กลยุทธ์อะไรในการวางระบบมาตรฐานบัญชีใหม่
• อะไรคือจุดประสงค์ในการเปลี่ยนแปลงไปสู่มาตรฐานบัญชีใหม่? จะส่งผลต่อระบบไอทีอย่างไร?
• มีตารางเวลาหรือไม่?
• มีบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลโปรเจ็กต์หรือไม่
• มีคณะกรรมการควบคุมทิศทางของโปรเจ็กต์อย่างเป็นทางการหรือไม่
• องค์กรมีทรัพยากร ความชำนาญ และความรู้ในการวางระบบการเปลี่ยนแปลงอย่างเพียงพอหรือไม่? การฝึกอบรมมาตรฐานบัญชีใหม่อะไรที่ต้องการ?
• ผู้ตรวจสอบภายในมีบทบาทอย่างไร?
• มีแผนการตรวจสอบความก้าวหน้าตามตารางการเปลี่ยนแปลงอย่างไร?
• มีความเสี่ยงอะไรที่ต้องจัดการ?

ผลกระทบต่อรายงานทางการเงิน

• นโยบายบัญชีอะไรที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเปลี่ยนไปใช้มาตรฐานบัญชีใหม่?
• การเปลี่ยนมาตรฐานบัญชีใหม่มีผลกระทบอะไรบ้างต่อรายได้, ส่วนของเจ้าของ, อัตราส่วนที่สำคัญ, และการรับรู้รายได้? เรามองเห็นความเสี่ยงอื่นอีกหรือไม่?
• มาตรฐานบัญชีใหม่มีผลกระทบอะไรต่อตัวชี้วัดผลการดำเนินงานและการรายงาน?
• ฝ่ายบริหารเรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนไปใช้ IFRS ที่อาจมีผลต่ออุตสาหกรรมและคู่แข่งขันหรือไม่? ต้องการคำปรึกษาในอุตสาหกรรมโดยรวมหรือไม่?
• การตัดสินใจของฝ่ายบริหารในการใช้นโยบายบัญชีพิเศษปกติแล้วจัดทำเป็นเอกสารหรือไม่?
• เมื่อไหร่ฝ่ายบริหารถึงจะจัดทำงบการเงินภายใต้มาตรฐานบัญชีใหม่และในที่สุด IFRS?
• มีข้อมูลอะไรบ้างที่ต้องเปิดเผยโดยรวมในการเปลี่ยนไปสู่ IFRS และจะเปิดเผยอย่างไร?
• การเปิดเผยขององค์กรของเราเปรียบเทียบกับองค์กรที่คล้ายกันเป็นอย่างไร?

ผลกระทบต่อองค์กรธุรกิจและผู้ถือหุ้น

• ความต้องการในการฝึกอบรมคืออะไร? ใครนอกเหนือจากฝ่ายการเงินที่ต้องได้รับการฝึกอบรม? การฝึกอบรมสามารถจัดทำภายในได้หรือไม่?
• ระบบและขั้นตอนการรายงานทางการเงินปัจจุบันของเราให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนไปใช้ IFRS หรือไม่? ต้องการระบบใหม่หรือไม่ สามารถอัพเกรดระบบที่มีอยู่ได้หรือไม่หรือต้องเปลี่ยนทั้งหมด?
• การวางระบบต้องทำงานควบคู่กันไปด้วยหรือไม่?
• การเปลี่ยนไปใช้มาตรฐานบัญชีใหม่มีผลกระทบต่อรายงานของฝ่ายบริหารภายในองค์กรหรือไม่? มีผลกระทบต่อขั้นตอนการวางแผน งบประมาณ และประมาณการณ์อย่างไร?
• มีแผนและกำหนดเวลาอย่างไรในการแจ้งผู้ถือหุ้นให้ทราบเกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนไปใช้ IFRS เกี่ยวกับองค์กรธุรกิจและอุตสาหกรรม? มีอะไรที่ต้องแจ้งผู้ถือหุ้นภายนอกและภายใน – พนักงาน ผู้ให้กู้ เจ้าหน้าที่ และ ซัพพลายเออร์?

นัยสำคัญต่อคณะผู้ตรวจสอบและบอร์ดคณะกรรมการ

• บอร์ดคณะกรรมการได้รับรายงานข้อมูลอัพเดตอย่างไรในการเปลี่ยนไปใช้ IFRS?
• กรรมการที่คนใดบ้างที่เข้าใจมาตรฐานบัญชีใหม่และ IFRS? จะอบรมกรรมการเกี่ยวกับ IFRS เมื่อไหร่และอย่างไร?
• เมื่อไหร่ที่สมาชิกคณะผู้ตรวจสอบและบอร์ดคณะกรรมการต้องได้รับแจ้งผลกระทบจาก IFRS รวมทั้งรายงานทางการเงิน ข้อมูลการบริหาร และอย่างไร?
• คณะกรรมการของบอร์ดจะเข้าใจและตรวจสอบการทำงานได้อย่างไรว่าการวางระบบ IFRS มีผลกระทบต่อวาระการประชุม บทบาท และความรับผิดชอบในการกำกับดูแล?
• ตารางเวลาการประชุมของคณะผู้ตรวจสอบและบอร์ดเพียงพอหรือไม่?
• สมาชิกคณะผู้ตรวจสอบจะมั่นใจได้อย่างไรในความเป็นเอกภาพของงบการเงินและระบบรายงานทางการเงิน?
• ผู้ตรวจสอบภายในและผู้ตรวจสอบภายนอกสามารถรับประกันความเกี่ยวเนื่องของมาตรฐานบัญชีใหม่กับการใช้ระบบ IFRS ได้หรือไม่?
• สมาชิกคณะผู้ตรวจสอบพอใจกับความรู้ใน IFRS ในปัจจุบัน หรือไม่และความสามารถของเราในการพิจารณาทางเลือกในนโยบายการเงินและกระบวนการการตัดสินใจของฝ่ายบริหารเป็นอย่างไร?

3 comments November 16, 2008

สิ่งที่ได้รับการประเมิน ได้รับการจัดการ – หลักการการประเมินผลการดำเนินงานองค์รวมใหม่

management1การประเมินผลการทำงานของคณะกรรมการบริษัทส่วนมากจะยึดถือตามรูปแบบโครงสร้างโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะผู้ตรวจสอบที่เป็นตัวแทนของบอร์ดกรรมการในการพิจารณารายงานทางการเงิน การควบคุมภายใน และการจัดการความเสี่ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานและความโปร่งใส ซึ่งประสบการณ์ในการทำงานของกรรมการบริษัทและไหวพริบในการสังเกตภาพรวมขององค์กรด้วยการรับทราบโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งจำเป็นแต่ยังไม่เพียงพอสำหรับประสิทธิภาพในการทำงานของบอร์ด

ข้อมูลที่มีโครงสร้างเป็นระบบมีข้อจำกัดในการประเมินผลการทำงานของบอร์ดและการตัดสินใจเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้รับ คณะผู้ตรวจสอบบัญชีเข้าใจว่าโครงสร้างของบอร์ดไม่ได้เป็นตัวชี้วัดที่สมบูรณ์ว่าสามารถจัดการกับเป้าหมายในการรับผิดชอบหลักได้ดีเพียงใด – การสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น ดังนั้น บอร์ดที่เปิดเผยโครงสร้างตัวชี้วัดการกำกับดูแลที่ดีสามารถที่จะประสบความล้มเหลวได้ในขณะที่โครงสร้างอื่นที่ดูไม่สมบูรณ์โดยวัดจากการกำกับดูแลที่ดีกลับดำเนินงานได้อย่างดีเยี่ยมเป็นระยะเวลายาวนาน

การประเมินโครงสร้างการกำกับดูแลที่ดีโดยทั่วไปมีข้อจำกัดเช่นเดียวกับการรายงานทางการเงินแบบเก่า ข้อมูลทางการเงินที่เป็นตัวชี้วัดมูลค่าบริษัทมหาชนบอกได้เพียงแค่บางส่วนของทั้งหมด มูลค่าที่ไม่ใช่ทางการเงินจะมีผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กรและเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าทางการตลาด เหมือนกับภาพลวงที่มองไม่เห็นหรือส่วนที่อ่อนแอของการทำงานของบอร์ดซึ่งยากต่อการประเมิน แต่มีผลกระทบต่อคุณภาพและประสิทธิภาพในการกับกับดูแลการดำเนินงานขององค์กร และถ้าปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้รับการประเมิน มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าการเพิ่มประสิทธิภาพจะไม่ได้รับการจัดการ ดังนั้น คณะกรรมการจะทำอย่างไรในการประเมินคุณภาพของการทำงานของตนเอง –นอกเหนือจากภาพรวมโครงสร้าง – และกระบวนการนี้จะได้รับการจัดการอย่างไรเพื่อสร้างความมั่นใจว่าบอร์ดได้ทำงานอย่างเพียงพอ? ตัวแปรจากภายนอกโดยปกติแล้วสามรถ สร่งผลักดันโครงสร้าง ความแข็งแกร่ง ความทะลุปรุโปร่ง ที่สร้างสรรค์ กระบวนการประเมินประสิทธิภาพของบอร์ดในเชิงปริมาณ (การสำรวจตนเอง) และ คุณภาพ (การสัมภาษณ์กรรมการแต่ละคน ความคิดเห็นจากประธานผู้บริหาร และ การประชุมพิจารณาและการซักถาม) วิธีการประเมินที่สร้างความแข็งแกร่งและช่วยพัฒนาการบริหารของบอร์ด เพื่อให้วิธีการดังกล่าวได้รับผลที่น่าพอใจมากขึ้น คำถามต่อไปนี้เป็นคำถามเจาะลึกที่บอร์ดต้องถามตนเองในการวัดประสิทธิภาพการทำงานของตนเอง

1. ก่อนการประเมิน

• บอร์ดควรกำหนดความรับผิดชอบของตนเอง ซึ่งความรับผิดชอบของบอร์ด ถูกผลักดันโดย หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี สำหรับบริษัทจดทะเบียน ออกโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

• บอร์ดควรกำหนดวัตถุประสงค์ของตนเองเป็นความรับผิดชอบกว้างๆ ที่สามารถประเมินผลการทำงานของตนเองได้ บอร์ดควรจะกำหนดจุดประสงค์เหล่านี้ปีต่อปี (โดยปกติแล้ว ณ วันเริ่มต้นของปีภาษี หรือ ได้รับความเห็นชอบจากบอร์ด) และควรจะสะท้อนถึงการตัดสินใจของบอร์ด
• คณะตัวแทนอาจเป็นฝ่ายริเริ่มในการกำหนดจุดประสงค์ที่สร้างให้ความเชื่อถือกับคณะทำงาน ซึ่งครอบคลุมความรับผิดชอบที่จำเป็นต่อประสิทธิภาพของบอร์ด บอร์ดทั้งคณะควรจัดการประชุมปรึกษา เสนอข้อคิดเห็น และลงมติในขั้นตอนสุดท้ายในการกำหนดวัตถุประสงค์และจัดเรียงลำดับความสำคัญ

2. ขั้นตอนการประเมิน

ขั้นตอนเบื้องต้นในการประเมินการทำงานของบอร์ดถูกกำหนดไว้คร่าวๆ โดย Hilmer และ Tricker (1990) ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีในการนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของบริษัท

• มีความมุ่งมั่นและสนับสนุนบอร์ดโดยรวม
• แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ เป็น ประธาน, คณะกรรมการ, กรรมการอาวุโสอิสระที่ไม่ใช่ผู้บริหาร, ที่ปรึกษาภายนอก
• รวบรวมข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งอาจประกอบไปด้วย บริษัท, เจ้าของ, โครงสร้างคณะกรรมการและกระบวนการ, ภูมิหลังของกรรมการ
• รวบรวมข้อมูลคุณภาพ ซึ่งอาจเป็นการเขียนแบบฟอร์ม แบบสอบถามหรือการสัมภาษณ์หรือเวิร์กช็อป โดยให้ความสำคัญกับทัศนคติและหน้าที่ของบอร์ด อาจมีการเรียกประชุมย่อยกับบอร์ดแต่ละคน เลขานุการบริษัท นักลงทุนสถาบัน ธนาคาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือหุ้นส่วนอื่นที่มีความสนใจ
• กำหนดหัวข้อที่ได้จากขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล เพื่อดูว่า มีสมาชิกคณะกรรมการ นักลงทุน กี่คนที่ให้ความสนใจต่อคำถามหรือหัวข้อเดียวกัน
• กำหนดทางเลือกและแนวความคิด มีวิธีในการแก้ปัญหาอย่างไร?
• ร่างรายงาน
• กำหนดตารางเวลาสำหรับการนำเสนอพิจารณา
• พัฒนากลยุทธ์ในการดำเนินงานจากการค้นพบ เพื่อส่งเสริมการทำงาน
• สร้างความมั่นใจว่ากระบวนการและผลการปฏิบัติได้รับการประเมิน

3. คำถามสำหรับบอร์ด

คำถามต่อไปนี้เป็นเพียงแนวทางเพื่อส่งเสริมกระบวนการการประเมินเท่านั้น หัวข้อที่กำหนดโดยบอร์ดแต่ละบริษัทอาจหมายถึงคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องและไม่ได้รวบรวมไว้ ณ ที่นี้:-

• บริษัท ณ ปัจจุบัน อยู่ในช่วงไหนของวิวัฒนาการ – เริ่มดำเนินกิจการ, กำลังเติบโตและขยายกิจการ, เติบโตเต็มที่, ช่วงถดถอย? บอร์ดต้องการอะไรมากที่สุดในปัจจุบัน?
• สภาวะแวดล้อมของบริษัทเป็นอย่างไร? อะไรที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว? มีความมั่นคง? ถดถอย?
• คำนิยามของความสำเร็จของบริษัทคืออะไร? อะไรคือเป้าหมายระยะยาวและระยะสั้น? ผลการเงิน? ภาพลักษณ์? สัญชาติขององค์กร? คุณภาพ?
• กลยุทธ์อะไรที่บริษัทต้องเผชิญความท้าทายในช่วงถัดไป ตัวอย่างเช่น การปรับโครงสร้าง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การวิจัย การขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ การซื้อกิจการหรือการขายบริษัท อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ
• ความชำนาญพิเศษอะไรที่บอร์ดต้องการในการเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้? ตัวอย่างเช่น การตลาด, การเงิน, ต่างประเทศ, ส่งออก/นำเข้า, ระบบข้อมูล, การจัดการสิ่งแวดล้อม, การวางแผน, การบริหารคุณภาพแบบบูรณาการ
• บอร์ดรับทราบความเป็นไปได้ของการเกิดความขัดแย้งในคณะกรรมการ?
• คณะกรรมการได้กำหนดทิศทาง และวางแผนคร่าวๆ ในการทำงานให้ “มีความรวดเร็ว” หรือไม่?
• คณะกรรมการทุกคนได้รับข้อมูลทันสมัยเกี่ยวกับหน้าที่ตามกฎหมายและหนี้สิน
• มีโปรแกรมที่ทำให้คณะกรรมการทุกคนได้รับข้อมูลทันสมัยหรือไม่? คณะกรรมการได้รับการกระตุ้นให้เข้าร่วมการสัมมนาและหลักสูตรเพื่อพัฒนาความชำนาญหรือไม่? บริษัทสนับสนุนการฝึกอบรมหรือไม่?
• คณะกรรมการบริหารได้รับโอกาสในการเพิ่มประสบการณ์และเรียนรู้เกี่ยวกับบริษัทอื่นและอุตสาหกรรมหรือไม่? พวกเขาเข้าใจความแตกต่างระหว่างหน้าที่และความคาดหวังของสมาชิกบอร์ดเปรียบเทียบกับบทบาทหน้าที่ในฐานะผู้บริหารอย่างไร?
• คณะกรรมการและคณะกรรมการบริหารมีความเสมอภาคกันหรือไม่?
• บอร์ดมีความเป็นเอกเทศหรือคณะกรรมการจำนวนมากยึดติดกับบริษัท?
• การดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการกำหนดเป็นวาระหรือไม่?
• มีการกำหนดอายุเกษียณหรือไม่?
• คณะกรรมการได้รับค่าตอบแทนตรงกับความต้องการ ความสามารถ และเวลาที่เสียสละหรือไม่?
• คณะกรรมการมีประกันต่อการจ่ายค่าปรับหรือไม่?
• คณะกรรมการทุกคนมีความรู้สึกเป็นเอกเทศและอุทิศต่อบอร์ดหรือไม?
• บอร์ดกำลังทำอะไรให้สำเร็จและกำหนดการทำงานอย่างไร? บอร์ดได้กำหนดบทบาทตัวเองเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่บริษัทหรือไม่? บอร์ดได้พัฒนางานเพื่อความสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่?
• มีคำนิยามที่ชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทของบอร์ดและบทบาทของฝ่ายบริหารที่ทุกคนรับทราบและคาดหวังได้หรือไม่?
• บอร์ดมีการจัดลำดับความสำคัญของงานหรือไม่?
• ประธานสร้างบอร์ดที่มีความคล่องตัวหรือไม่? และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคณะกรรมการและฝ่ายบริหาร, จัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และทำงานอย่างสร้างสรรค์หรือไม่?
• ประธานดูแลประสิทธิภาพในการตัดสินใจหรือไม่? ประธานมีเป้าหมายในการสร้างความมั่นใจว่าได้พิจารณาหลายทางเลือกในการตัดสินใจ, คิดและวิเคราะห์อย่างรอบคอบและรับฟังความคิดที่แตกต่าง? เราพอใจกับการตัดสินใจที่ดีที่สุดและได้รับการสนับสนุนโดยบอร์ดหรือไม่?
• ประธานได้สร้างความมั่นใจว่าได้แบ่งงานบอร์ดอย่างเหมาะสมแก่คณะกรรมการแต่ละคนหรือไม่?
• คณะกรรมการแต่ละคนได้รับความรับผิดชอบที่เหมาะสมตามความรู้ความสามารถ รวมถึงการรายงานและข้อเสนอแนะต่อบอร์ดหรือไม่?
• เราได้คัดเลือกบอร์ดและคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่?เราได้พิจารณาความรับผิดชอบที่เหมาะสมกับตำแหน่ง, รวมถึงความสามารถ, ประสบการณ์และการทำงานของผู้สมัครหรือไม่?
• บอร์ดและคณะกรรมการของเราได้เป็นตัวอย่างที่ดีและนำพาเราไปสู่ระมาตรฐานที่สูงที่และเหมาะสมหรือไม่?

ความสัมพันธ์

• บอร์ดทำงานอย่างสร้างสรรค์เป็นทีม เกิดประสิทธิผล และมีความสัมพันธ์ที่ดี สร้างความเชื่อใจและความเคารพได้หรือไม่?
• การตัดสินใจของบอร์ดมีประสิทธิภาพกว่าข้อเสนอของแต่ละบุคคลหรือไม่?
• ฉันรู้จักคุณภาพของเพื่อนคณะกรรมการแต่ละคนเท่ากับที่รู้จัก CEO หรือไม่?
• การตัดสินใจของบอร์ดเป็นการเพิ่มคุณภาพการตัดสินใจของฝ่ายบริหารหรือไม่? การบริหารของเราสร้างสรรค์และกระตุ้นให้เกิดความคิดและการทำงานหรือไม่?
• บอร์ดตอบสนองอย่างเหมาะสมต่อการจัดการ, สร้างความเชื่อใจและก่อให้เกิดความจริงใจหรือไม่?
• ฝ่ายบริหารที่เข้าร่วมประชุมกับบอร์ดมีส่วนทำให้บอร์ดมีประสิทธิภาพหรือไม่?
• ประธานบอร์ดคณะกรรมการรักษาความสัมพันธ์ในการทำงานที่ดีกับผู้จัดการที่เกี่ยวข้อง?
• บอร์ดได้แสดงความไม่เห็นด้วยต่างๆ ตามความเหมาะสมหรือไม่?
• บอร์ดได้แสดงท่าทีอย่างเปิดเผยและเสนอความคิดใหม่และมีมุมมองที่แตกต่างออกไปหรือไม่?
• บอร์ดมีการทบทวนข้อมูลที่นำเสนอหรือไม่?
• บอร์ดได้ใช้ทรัพยากรภายใน/ภายนอก ในการช่วยทำความเข้าใจและแก้ปัญหาที่ซับซ้อนภายในขอบเขตเวลาหรือไม่?
• ประเมินความมั่นใจของบอร์ดในการจัดการปัญหาที่ซับซ้อนในเวลาจำกัด

การบริหารการประชุม

• บอร์ดได้วางแผนในการแก้ปัญหาสำหรับปีถัดไปหรือไม่?
• บันทึกการประชุมได้รับเร็วแค่ไหนภายหลังการประชุมบอร์ด?
• การประชุมบอร์ดจัดขึ้นช่วงที่ดีที่สุดของปีสำหรับการรับมอบหน้าที่หรือไม่?
• ขั้นตอนการจัดวาระการประชุมมีการรวมเอาประเด็นที่สำคัญเข้าใว้ด้วยหรือไม่?
• อิทธิพลของฝ่ายบริหารเป็นประเด็นที่สำคัญในวาระการประชุมของบอร์ดหรือไม่?
• วาระการประชุมของบอร์ดมีเวลาในการปรึกษาพอเพียงสำหรับหัวข้อที่ซับซ้อนและสำคัญหรือไม่?
• บอร์ดทุกคนได้รับวาระการประชุมและเอกสารต่างๆ ก่อนเข้าร่วมประชุมอย่างพอเพียงหรือไม่?
• เอกสารปรกอบวาระการประชุมของบอร์ดมีความชัดเจนและมีคุณภาพสำหรับการตัดสินใจหรือไม่?
• เอกสารประกอบการประชุมบอร์ดมีจำนวนมากไปหรือไม่?

การสื่อสารของบอร์ด

• มีการประเมินการสื่อสารของบอร์ดคณะกรรมการต่อหัวข้อที่ต้องพิจารณาเป็นประจำหรือไม่?
• บอร์ดมีการประเมินคุณภาพของบันทึกการปะชุมหรือไม่?
• บอร์ดได้รับแจ้งข้อมูลอย่างเพียงพอและมีเวลาพอเพียงสำหรับการตัดสินใจ

องค์ประกอบ, การก่อตั้ง และหน้าที่

• บอร์ดต้องเขียนเงื่อนไขอ้างอิงที่พอเพียงและคำนิยามที่เป็นไปได้ ของบทบาทของบอร์ด
• บอร์ดสามารถรับบทบาทของบอร์ดคณะกรรมการได้หรือไม่?
• เงื่อนไขอ้างอิงที่ผ่านการพิจารณาของบอร์ดประจำปี สามารถนำไปพัฒนาการกำกับดูแลกิจการและคุณธรรมของคณะกรรมการภายในองค์กรได้หรือไม่
• การเปลี่ยนแปลงในบอร์ดคณะกรรมการชุดปัจจุบันและงานในอนาคตได้ปรึกษาและอนุมัติในระดับบอร์ดหรือไม่
• สมาชิกบอร์ดมีความเป็นเอกเทศจากฝ่ายบริหารหรือไม่
• บอร์ดคณะกรรมการแต่ละคนรายงานต่อบอร์ดเป็นประจำหรือไม่

Add comment November 16, 2008

วิธีถอนเงินจากบัญชีเพย์พัลเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพของคุณด้วยบัตรเอทีเอ็ม บีเฟิร์ส

บล็อกเกอร์ เว็บมาสเตอร์ หรือแม้แต่นักแปลเอกสาร หลายๆ คงมีรายได้หรือได้รับโอนเงินค่าบริการ สินค้า หรือรายได้จากการโชว์แบนเนอร์และ affiliate โปรแกรม บนเว็บไซต์หรือบล็อกของคุณ ซึ่งพาร์ทเนอร์หรือผู้ใช้บริการในต่างประเทศ ส่วนใหญ่มักจะชำระค่าบริการหรือโอนเงินผ่านบริการของเพย์พัลซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัย สะดวก และได้รับความนิยมสูงสุด ณ ขณะนี้

ในบทความที่แล้วผมได้อธิบายวิธีถอนเงินจากบัญชีเพย์พัลเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทยของคุณ ซึ่งมีความสะดวกมากเพราะธนาคารกสิกรจะบอกรหัส verify code ของเพย์พัลทางอีเมล์ หลังจากที่คุณกรอกรายละเอียดชื่อบัญชี เลขที่บัญชี ธนาคาร และรหัสบัตรเครดิตเสมือนพร้อม security value 3 หลัก

ในทำนองเดียวกัน บัตรวีซ่าเอทีเอ็ม บีเฟิร์ส ของธนาคารกรุงเทพก็มีความสะดวกมากในการซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตหรือร้านค้าต่างๆ ทั่วโลก

การโอนเงินจากบัญชีเพย์พัลเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพด้วยบัตรบีเฟิร์สแตกต่างจากบัตร shopping card เสมือนของธนาคารกสิกรไทยและยุ่งบากกว่าเล็กน้อย

ขั้นแรกหลังจากที่คุณระบุเลขที่บัตรเอทีเอ็ม พร้อม security value 3 หลัก ที่ด้านหลังของบัตร และเลขที่บัญชี ชื่อบัญชี และธนาคาร ของคุณ คุณต้องรอ 3 วันทำการสำหรับธนาคารกรุงเทพในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเพย์พัล
เนื่องจากธนาคารกรุงเทพจะไม่ส่งสลิปรายการใช้จ่ายผ่านเอทีเอ็มแก่คุณโดยตรงถ้าคุณไม่ได้แจ้งขอใช้บริการล่วงหน้าซึ่งมีค่าธรรมเนียมรายปี คุณจำเป็นต้องโทรเข้าศูนย์บริการฮอตไลน์ของธนาคารกรุงเทพเพื่อขอรหัส Paypal verify code โดยตรง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะสอบถามถึงวันที่ที่คุณทำธุรกรรมกับเพย์พัล (โดนชาร์จ) และให้คุณยืนยันบัตรบีเฟิร์สของคุณโดยกดหมายเลขบัตรเอทีเอ็มพร้อมรหัสบัตร (ไม่ใช่ security value) ผ่านโปรแกรมอัตโนมัติในเวลาที่จำกัด

ในกรณีที่คุณกดเลขที่บัตรบีเฟิร์สและรหัสเอทีเอ็มถูกต้องในเวลาที่กำหนด เจ้าหน้าที่ธนาคารจะบอกรหัส verify code สำหรับใช้ยืนยันบัญชีของคุณกับเพย์พัล ซึ่งเพย์พัลจะคืนเงินจำนวน $1.95 ที่ชาร์จไปให้กับคุณพร้อมอนุญาตให้คุณถอนเงินจากบัญชีเพย์พัลเข้าสู่บัญชีธนาคารที่คุณให้ข้อมูลไว้ได้อย่างสะดวกทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่มีอินเทอร์เน็ตกับคอมพิวเตอร์ ผ่านการคลิกเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง
อย่างไรก็ตาม การถอนเงินจากเพย์พัลหรือโอนเงินจากต่างประเทศเข้าบัญชีธนาคารในประเทศไทยของคุณจะใช้เวลาประมาณ 5-7 วันทำการและมีค่าธรรมเนียมถ้าจำนวนเงินที่โอนเงินต่ำกว่า 5,000 บาท

ข้อดีของการใช้จ่ายผ่านบริการของเพย์พัลคือคุณไม่จำเป็นต้องเปิดเผยหมายเลขบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตของคุณต่อผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการซึ่งมีความปลอดภัยต่อการถูกแฮ็กข้อมูล

Add comment November 8, 2008

โอนเงินทางอินเทอร์เน็ตกับ เพย์พัล แอคเค้าน์ (แบงค์กสิกรไทย)

หลายคนอาจจะมีเว็บไซต์ บล็อก ที่สามารถสร้างรายได้จากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศที่จ่ายชำระค่าสินค้าหรือบริการเป็นเงินดอลลาร์ผ่านเพย์พัล หรือแม้แต่ต้องการโอนเงินไปยังเพื่อนหรือซื้อสินค้าในต่างประเทศด้วยอินเทอร์เน็ต แต่ยังไม่รู้จะทำยังไง

คุณสามารถที่จะโอนเงินหรือรับโอนเงินทางอินเทอร์เน็ตง่ายๆ กับบัญชีธนาคารของคุณ ในโพสต์นี้ผมขอแนะนำเริ่มจากบัญชีธนาคารกสิกรไทย

สำหรับผู้ที่มีบัญชีธนาคารกสิกรไทย คุณสามารถสมัครใช้บริการ K-Cyber Banking ได้ที่ทุกสาขาไกล้บ้าน โดยธนาคารจะส่งผลการอนุมัติไปยังอีเมล์ที่คุณใช้สมัครภายใน 2 วันทำการ

ภายหลังจากที่ธนาคารอนุมัติ (ส่วนใหญ่จะอนุมัติ) คุณจะได้รับแจ้ง username และ password พร้อมขั้นตอนการสมัครใช้บริการอย่างละเอียดจากธนาคาร ซึ่งคุณต้องไปสมัครใน http://kasikornbank.com/

เมื่อคุณเข้าสู่หน้าเว็บ เลือก K-Cyber Banking จาก บริการออนไลน์

หลังจากนั้นทำตามคำแนะนำในอีเมล์ที่คุณได้รับจากธนาคาร ซึ่งคุณจะต้องสมัคร K-Web Shopping Card เพื่อขอหมายเลขคาร์ดเสมือน และ PIN code ซึ่งธนาคารจะอนุมัติภายใน 2 วันทำการ

คุณสามารถใช้หมายเลขคาร์ดเสมือน และ PIN code (security value จำนวน 3 ตัว) ในการ verify บัญชี เพย์พัล ของคุณเพื่อยืนยันการเป็นเจ้าของบัญชีที่แท้จริง ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกมากเพราะทางธนาคารจะส่ง เพย์พัล verify code ให้คุณทางอีเมล์ภายใน 3 วันทำการ ไม่ต้องรอสลิปสรุปค่าใช้จ่ายปลายเดือนเหมือนกับบัตรเครดิต

หลังจากนั้นคุณสามารถใช้จ่ายทางอินเทอร์เน็ตจากบัญชีธนาคารกสิกรไทยผ่านเพย์พัลได้อย่างสะดวกทั้งโอนเงินเข้าและออกตามวงเงินสูงสุดที่คุณหรืิอกฏหมายกำหนด

แนะนำบทความภาษาอังกฤษแก่เพื่อนต่างประเทศ

Add comment October 19, 2008

6 หนังสือพิมพ์ที่ควรใช้พิจารญาณก่อนบริโภคข่าว

จากเหตุการณ์วิกฤตการเมืองที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะนี้ สีลม เจอร์นัลได้มีการสำรวจและติดตามการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ภายในประเทศอย่างใกล้ชิด พบว่ามีสื่อบางรายที่รายงานข่าวอย่างไม่เป็นกลางหรือมุ่งเน้นให้สังคมเกิดอารมณ์ร่วมหรือหวังผลการเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามที่ต้องการ โดยไม่ได้คำนึงถึงจรรยาบรรณของสื่อและผลประโยชน์ของผู้บริโภคข่าวอย่างแท้จริง เพื่อเป็นการปกป้องผู้บริโภคไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของสื่อดังกล่าว เราได้รวบรวมรายชื่อสื่อที่เราเห็นว่าไม่มีความเป็นกลางในการนำเสนอข่าว ดังต่อไปนี้

1. หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ (รายวัน, รายสัปดาห์)
ก่อตั้งโดย 1 ในผู้นำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่กำลังต่อสู้เรียกร้องให้รัฐบาลภายไต้การนำของ นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ลาออกอยู่ ณ ขณะนี้ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการใช้อำนาจสื่อในมือปลุกระดมการต่อต้านรัฐบาลอย่างเต็มที่เพื่อนำไปสู่แนวการเมืองใหม่ที่ตัวเองต้องการ
2. หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
หนังสือพิมพ์ภาษาไทยรายวันในเครือ เดอะ เนชั่น ที่ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของหัวหน้ากองบรรณาธิการที่เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
3. หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
หนังสือพิมพ์ธุรกิจภาษาไทยในเครือ เดอะ เนชั่น ที่นำเสนอความคิดเห็นของฝ่ายบรรณาธิการในการนำเสนอข่าวมุ่งเน้นการโจมตีนโยบายของรัฐบาลเป็นสำคัญ
4. หนังสือพิมพ์ Daily Xpress
หนังสือพิมพ์แทบลอย ภาษาอังกฤษในเครือ เดอะ เนชั่น ที่มีรูปแบบการนำเสนอข่าวคล้ายกับ คมชัดลึก
5. หนังสือพิมพ์ The Nation
สื่อหลักของกลุ่ม เดอะ เนชั่น ที่ผันตัวเองจากหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษเป็นหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวันภาษาอังกฤษซึ่งเริ่มนำเสนอข่าวการเมืองที่มีนัยยะแอบแฝงทางการเมืองมากขึ้น
6. หนังสือพิมพ์แนวหน้า
แม้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเครือ เดอะ เนชั่น โดยตรง หนังสือพิมพ์แนวหน้านำเสนอข่าวส่วนใหญ่เป้นความคิดเห็นของบรรณาธิการหรือนักเขียนประจำคอลัมน์ที่ไม่มีข้อมูลสนับสนุนอย่างเพียงพอ

หนังสือพิมพ์ที่ยังนำเสนอข่าวแบบเป็นกลาง

ในขณะเดียวกันเราได้รวบรวมรายชื่อสื่อที่เราคิดว่าน่าเชื่อถือได้ดังต่อไปนี้

1. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นหนังสือพิมพ์ไทยเพียงฉบับเดียวที่เราเห็นว่ายังให้ความสำคัญกับจรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวของสื่อที่เป็นกลางและไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดและไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมือง
2. หนังสือพิมพ์ Bangkok Post
เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ บางกอกโพสต์ ยังทำหน้าที่สื่อมวลชนได้อย่างตรงไปตรงมาในการนำเสนอข่าวและไม่เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

หมายเหตุ: คณะผู้เขียนบทความไม่ได้มีอคติกับ 6 สื่อตามรายชื่อข้างบน และไม่ได้เข้าข้างทั้งฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การเขียนบทความนี้เป็นการปกป้องสิทธิผู้บริโภคในการบริโภคข้อมูลที่ถูกต้องและปราศจากมีนัยยะแอบแฝงทางการเมือง ซึ่งสื่อที่ดีควรจะทำหน้าที่เป็นกลางและไม่นำเสนอข่าวชี้นำเพื่อให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงทางใดทางหนึ่ง

2 comments September 7, 2008

Information for online investment markets

If you want to get an insight information on online investment markets, this site is definitely a must see. It provides a comprehensive information for investment decisions on the online stock and finacial markets around the world that gives investors an edge above competition.

Add comment September 2, 2008

Previous Posts


Meta

Recent Posts

Archives

Blogroll

Categories