สาเหตุและวิธีแก้ปัญหานอนกรน

โดยปกติแล้วทุกๆ คนมีสิทธิ์นอนกรนได้ แม้กระทั่งเด็กเล็กและสัตว์เลี้ยงก็อาจจะนอนกรนได้ แต่การนอนกรนมีผลต่อทั้งปริมาณและคุณภาพในการนอนหลับของคุณ การนอนหลับไม่สนิทอาจทำให้เกิดความเมื่อยล้าในช่วงกลางวัน และอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้ และที่สำคัญ ถ้าการกรนของคุณมีเสียงดังมากจนทำให้คนที่นอนข้างๆ ไม่สามารถนอนหลับได้ คุณก็อาจจะถูกตะเพิดให้ออกไปจากห้องนอนได้ ซึ่งการแยกห้องกันนอไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาการนอนกรนที่ถูกต้อง

การนอนกรนสามารถรักษาได้หลายวิธี การค้นหาสาเหตุของอาการนอนกรนของคุณนอกจากจะช่วยให้ค้นพบวิธีรักษาที่ถูกต้องแล้วยังช่วยพัฒนาสุขภาพของคุณรวมไปถึงความสัมพันธ์กับคู่นอนและการนอนหลับของคุณด้วย

วิธีแก้ปัญหานอนกรน

การแก้ปัญหาโรคนอนกรน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีผลต่อการนอนหลับพักผ่อนของคุณและเพื่อนร่วมเตียง จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากรู้สาเหตุที่แท้จริง การวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องสามารถช่วยในการเลือกวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม คุณสามารถทดลองแก้ปัญหาด้วยวิธีง่ายๆ ด้วยตัวเองก่อนเพื่อดูว่าสามารถป้องกันหรือลดอาการนอนกรนได้หรือไม่ โดยการปฏิบัติดังต่อไปนี้:

– นอนตะแคง
– ยกหัวเตียงให้สูงขึ้น
– งดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาบางชนิด
– ทำความสะอาดหลอดลม
– ลดน้ำหนัก

ถ้าการทดลองทำตามวิธีการข้างบนไม่สามารถแก้อาการนอนกรนของคุณได้ ปัญหาดังกล่าวอาจเกิดจากสาเหตุที่ซับซ้อน รวมถึงการแก้ปัญหาที่ต้องใช้วิธีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งไม่ต้องเป็นกังวลเพราะยังมีวิธีรักษาอีกหลายวิธี โดยเฉพาะถ้าคุณสามารถค้นพบสาเหตุการนอนกรนของคุณได้ จะช่วยให้คุณสามารถเลือกวิธีรักษาได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

สาเหตุของการนอนกรน

ส่วนใหญ่ผู้ที่นอนกรนเป็นประจำมักจะมีเนื้อเยื่อในลำคอมากกว่าปกติ ซึ่งทำให้เกิดการสั่นสะเทือนและเสียงดังมากกว่าปกติในขณะหายใจ รวมถึงตำแหน่งของลิ้นที่อาจจะขัดขวางทางเดินของอากาศในขณะหายใจ การตรวจสอบดูว่าคุณนอนกรนอย่างไรและเมื่อไหร่จะช่วยให้เข้าใจว่าคุณสามารถที่ควบคุมการนอนกรนของคุณได้ด้วยตัวคุณเองหรือไม่ได้ดียิ่งขึ้น การให้เพื่อนร่วมเตียงบันทึกอาการนอนกรนประจำวันของคุณจะช่วยให้ตัดสินใจใช้วิธีในการรักษาที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เคล็ดลับ: การบอกอาการนอนกรนของคุณอาจนำไปสู่วิธีแก้ปัญหาได้

ลักษณะการนอนกรนของคุณ:

– นอนกรนขณะปิดปาก: ตำแหน่งของลิ้นอาจเป็นสาเหตุที่สำคัญ
– นอนกรนขณะเปิดปาก: คุณอาจมีเนื้อเยื่อในลำคอมากเกินไป
– นอนหงาย: อาการนอนกรนอ่อนๆ อาจแก้ไขด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมในการเข้านอนหรือแม้กระทั่งไลฟ์สไตล์
– นอนกรนในทุกท่า: อาการนอนกรนของคุณอาจเกิดจากปัญหาที่ซับซ้อนและการรักษาต้องใช้วิธีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

สาเหตุและความเสี่ยงจากโรคนอนกรน

สาเหตุที่ไม่สามารถควบคุมได้

– พันธุกรรม – เช่น หลอดลมแคบ, ปากแหว่ง หรือสาเหตุผิดปกติทางร่างกายจากสาเหตุทางพันธุกรรมอื่นๆ
– เข้าสู่วัยกลางคน – อายุที่เพิ่มขึ้นจะทำให้หลอดลมแคบขึ้นและกล้ามเนื้อในการเปล่งเสียงลดลง
– ผู้ชาย – ผู้ชายมีหลอดลมแคบกว่าผู้หญิง ซึ่งมีโอกาสที่จะนอนกรนมากกว่า
– อาการแพ้ต่างๆ เป็นหวัด – การอุดตันในหลอดลมอาจทำให้หายใจลำบากและนอนกรน

สาเหตุที่สามารถควบคุมได้

– มีน้ำหนักมากเกินไป – การมีเนื้อเยื่อไขมันมากเกินไปและเนื้อเยื่อในการเปล่งเสียงน้อยเกินไปอาจทำให้เกิดการนอนกรนได้
– การสูบบุหรี่ – การสูบบุหรี่ (หรือได้รับควันบุหรี่จากคนใกล้ชิด) ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวและอุดตันทางเดินลมหายใจ
– เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และ ยาบางชนิด – แอลกอฮอล์และยาบางชนิดทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวและนำไปสู่การนอนกรน
– ท่านอน – การนอนหงายแบนราบบนที่นอนทำให้กล้ามเนื้อในหลอดลมผ่อนคลายและขัดขวางทางเดินอากาศในหลอดลม

การนอนกรนและปัญหาความสัมพันธ์

การนอนกรนนอกจากจะทำให้นอนเพื่อนร่วมเตียงนอนไม่หลับแล้วยังอาจจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาอีกด้วย รวมไปถึงการที่มีสามีภรรยาอาจแยกห้องกันนอนเพื่อให้ได้พักผ่อนเต็มที่ การรักษาอาการนอนอ่อนๆ จึงสามารถช่วยพัฒนาคุณภาพคุณภาพชีวิตของทั้งคุณและคนที่คุณรักได้

สามีหรือภรรยาของผู้ที่นอนกรมหนักๆ อาจนอนไม่หลับหลายชั่วโมงในแต่ละคืน ซึ่งการผักผ่อนไม่เต็มที่ทำให้เกิดความเมื่อยล้าที่อาจมีผลต่อการเข้าร่วมกิจกรรมสังคมหรือปัญหาสุขภาพและความสัมพันธ์

คู่นอนที่แยกห้องกันนอนทำให้ไม่มีโอกาสได้คุยกันก่อนนอนรวมถึงกายสัมผัสและอาจทำให้ความสัมพันธ์ตรึงเครียดได้

ผลเสียต่อสุขภาพที่เกิดจากการนอนกรน

ปัญหาสุขภาพของผู้ที่มีคู่นอนที่นอนกรนโดยส่วนใหญ่จะเกิดจากการนอนไม่หลับ ซึ่งทำให้เกิดความเมื่อยล้าและอาการตื่นตัวของระบบประสาท ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

ผู้ที่นอนกรนเป็นประจำหรือมีอายุอยู่ในช่วงวัยกลางคนที่เกิดจากการอุดตันในหลอดลม อาจต้องตื่นนอนหลายครั้งในแต่ละคืนเพื่อให้หายใจได้สะดวกขึ้น อย่างไรก็ตาม การนอนกรนไม่ได้เป็นสาเหตุของการหยุดหายใจฉับพลัน

การรักษาทางการแพทย์สำหรับโรคนอนกรน

ถ้าหากว่าการควบคุมการนอนกรนของคุณไม่ได้ผล ควรไปพบนาสิกแพทย์เพื่อรับการบำบัดที่ถูกต้อง ซึ่งอาจต้องใช้เครื่องมือในการบำบัดดังต่อไปนี้

เครื่องช่วยหายใจ

เป็นเครื่องมือช่วยให้อากาศผ่านเข้าออกได้อย่างสะดวกในขณะนอนหลับ โดยการอัดอากาศเข้าไปในหน้ากากที่คุณสวมขณะนอนหลับ

เครื่องมือทันตแพทย์สำหรับถ่างขากรรไกร

เป็นเครื่องมือทางการแพทย์คล้ายกับการ์ดป้องกันคางสวมใส่โดยนักกีฬาในขณะแข่งขัน ซึ่งสามารถช่วยให้อากาศไหลผ่านได้อย่างสะดวกโดยการถ่างขากรรไกรออกหรือเปลี่ยนตำแหน่งของลิ้นในขณะนอนหลับ

เครื่องมือชนิดนี้ควรจะมีขนาดพอดีกับปากของคุณ และส่วนอื่นๆ ที่เข้ากับสรีระศีรษะและคางของคุณ ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนาสิกสามารถช่วยปรับแต่งเครื่องมือชนิดนี้ให้พอดีกับสรีระของคุณได้

การผ่าตัด

เป็นการการผ่าตัดขยายขนาดหลอดลมโดยนำเอาเนื้อเยื่อส่วนที่เกินออก ด้วยเลเซอร์ ไมโครเวฟ หรือวิธีอื่นๆ เช่น อาจจะเป็นการผ่าตัดต่อมทอลซิล หรือเนื้อเยื่อที่ด้านหลังของคอหรือข้างในโพรงจมูก หรือการปรับแต่งขากรรไกรใหม่

การผ่าตัดด้วยวิธีการใหม่ๆ ที่ได้ผล เช่น การฝังพลาสติกขนาดสั้นกว่า 1 นิ้ว เข้าไปในเพดานปากด้วยเครื่องมือพิเศษคล้ายไซริง ซึ่งอาจมีความเจ็บปวดและผลข้างเคียงเล็กน้อย วิธีดังกล่าวจะช่วยให้เนื้อเยื่อที่เกิดจากการผ่าตัดช่วยลดการสั่นสะเทือนที่ทำให้เกิดการนอนกรนได้ ข้อเสียของการรักษาด้วยวิธีนี้คือมีค่าใช้จ่ายสูงและประกันสุขภาพไม่ครอบคลุมถึงการผ่าตัดรักษาอาการนอนกรน

เคล็ดลับการรักษาการนอนกรนด้วยตัวเอง

ลดน้ำหนัก: การลดน้ำหนักได้ผลดีสำหรับผู้ที่มีอาการนอนกรนอ่อนๆ การลดน้ำหนักเพียงเล็กน้อยช่วยลดเนื้อเยื่อบริเวณด้านหลังของลำคอและอาการนอนกรนได้
– นอนตะแคง: ถ้าคุณนอนหงายและมีการกรนเบาๆ การนอนตะแคงจะเป็นการช่วยรักษาอาการนอนกรนไปในตัว

หนุนหัวให้สูงขึ้น: พยายามยกศีรษะให้สูงด้วยการปรับหัวเตียงให้สูงขึ้น เพื่อให้อากาศไหลเวียนได้อย่างสะดวก หรือดันลิ้นและคางให้ยื่นไปข้างหน้า หรือใช้หมอนที่ออกแบพิเศษที่ทำให้กล้ามเนื้อที่คอไม่ย่น

งดเว้นการดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานยา และอาหารบางอย่าง: เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาบางอย่าง เช่น ยานอนหลับ ยาแก้แพ้ ทำให้เกิดการผ่อนคลายของลิ้นและกล้ามเนื้อที่คอ ซึ่งอาจทำให้เกิดการนอนกรนได้ ผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันสูงและน้ำนมถั่วเหลืองทำให้เกิดเมือกหรือมีเสมหะในลำคอซึ่งอาจทำให้เกิดการนอนกรนได้เช่นกัน

ทำความสะอาดทางเดินหายใจ: การอุดตันของทางเดินอากาศทำให้หายใจได้ลำบากขึ้น และทำให้เกิดสุญญากาศในลำคอ ซึ่งเป็นสาเหตุของการนอนกรน การลดการอุดตันในจมูกช่วยให้สามารถหายใจได้สะดวกยิ่งขึ้นในขณะที่นอนหลับ ยาแก้แพ้ต่างๆ อาจช่วยรักษาหลายๆ โรคได้ แต่ทำให้กล้ามเนื้อที่คอมีการผ่อนคลายและเป็นสาเหตุของการนอนกรน

แปลและเรียบเรียงจาก:http://www.helpguide.org/life/snoring.htm

การลงทุนในฟิวเจอร์หุ้นรายตัว

การลงทุนในฟิวเจอร์ของหุ้นรายตัว (Single Stock Futures) เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) เนื่องจากเป็นราคาที่กำหนดซื้อขายล่วงหน้า โดยที่นักลงทุนไม่จำเป็นต้องถูกบังคับขายหุ้นหรือเพิ่มเงินเพื่อรักษามาร์จิ้นเมื่อราคาหุ้นลดลง

การลงทุนในฟิวเจอร์ของหุ้นรายตัวจะกำหนดทำการซื้อขายเป็นสัญญา (Contract) สำหรับตลาดในประเทศไทย 1 สัญญา ประกอบไปด้วย 1,000 หุ้น ในตลาดต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา 1 สัญญา อาจประกอบไปด้วยหุ้นสามัญเพียง 100 หุ้น

การลงทุนในฟิวเจอร์ของหุ้นเป็นการลงทุนเช่นเดียวกับตลาดซื้อขายล่วงหน้าทั่วไป ถ้านักลงทุนคาดว่าหุ้นตัวนั้นจะขึ้นในอนาคตก็เป็นการสั่งซื้อ และถ้านักลงทุนคาดหวังว่าหุ้นจะลงในอนาคตก็เป็นการสั่งขาย

สำหรับตลาดในประเทศไทย การซื้อสัญญาฟิวเจอร์มีอายุกำหนดแน่นอน เช่น สิ้นสุด เดือน มีนาคม มิถุนายน กันยายน และ ธันวาคม (รายไตรมาส) ผู้ที่ถือสัญญาครบอายุจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินสดในวันครบสัญญาบวกเงินปันผลและกำไรหรือหักขาดทุนตามแต่กรณี

การลงทุนในฟิวเจอร์จะไม่มีการโอนหุ้นจริงๆ เป็นเพียงการซื้อขายตามสัญญาเท่านั้น ดังนั้น หากนักลงทุนต้องการถือหุ้นระยะยาวควรจะถือครองหุ้นสามัญ

ข้อดีของการลงทุนในฟิวเจอร์คือผู้ถือหุ้นคือนักลงทุนไม่จำเป็นต้องขายหุ้นเมื่อราคาลดลงหรือเพิ่มเงินสดเพื่อรักษามาร์จิ้น การลงทุนในฟิวเจอร์จึงเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่ดีในภาวะที่มีตลาดความผันผวนหรือช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำหรือแม้แต่ช่วงที่เศรษฐกิจที่กำลังร้อนแรง

การเปลี่ยนแปลงไปสู่ IFRS – คณะผู้ตรวจสอบควรตั้งคำถามอะไร

การกำกับดูแลมาตรฐานบัญชีให้เป็นแบบเดียวกันทั่วโลกประสบความสำเร็จอย่างดีโดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทใน 100 กว่าประเทศ ใช้โครงสร้างแบบเดียวกันตามคู่มือ มาตรฐานการบัญชีแบบเดียวกันทั่วโลก (International Financial Reporting Standard – IFRS) นอกจากนี้ ในหลายประเทศได้ประกาศแผนการเปลี่ยนไปใช้ IFRS ได้แก่ ประเทศแคนาดาและเกาหลี

ประเทศไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการรับเอามาตรฐานนานาชาติเพื่อเป็นเครื่องมือในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันมาใช้อย่างยาวนาน สภาวิชาชีพบัญชี (Federation of Accounting Professions in Thailand – FAP) ได้วางแผนในการรวมมาตรฐานบัญชี (Thailand Accounting Standards – TAS) เข้ากับ IFRS โดยปรับปรุงมาตรฐานบัญชีใหม่ ให้ทัดเทียมมาตรฐาน บัญชีสากล และกำหนดบังคับใช้ในหลายฉบับ โดยมีร่าง TAS จำนวน 21 ฉบับกำลังนำเสนอสู่การพิจารณา เพิ่มเติมจาก TAS ฉบับปรับปรุงจำนวน 10 ฉบับที่มีผลบังคับใช้ต่องบการเงิน ที่จัดทำภายหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551

สร้างบทเรียนให้คนอื่น

ประเทศในยุโรปได้มีการรับเอามาตรฐานนี้ก่อนประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อการวิเคราะห์ คณะกรรมการสหภาพยุโรป จึงได้ทำการสำรวจและจัดทำโครงการ IFRS ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปขึ้น ผลการสำรวจยืนยันว่าการเปลี่ยนไปใช้ IFRS เป็นงานที่ท้าทายอย่างยิ่ง แต่ประสบความสำเร็จอบ่างดีและได้เล็งไปสู่พัฒนาการของการรายงานระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป โดยมีข้อตกลง IFRS ที่ทำให้สามารถจัดทำทำงบการเงินได้ง่ายขึ้นในการเปรียบเทียบกับแต่ละบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือคู่แข่งขันในอุตสาหกรรมเดียวกันในต่างประเทศ

การสำรวจแสดงให้เห็นว่าอุปสรรคความท้าทายหลายอย่างในการรับเอามาตรฐานบัญชีใหม่และการเปลี่ยนไปใช้ IFRS ประกอบไปด้วย:-

• การอฝึกอบรมพนักงาน, นักลงทุน, บอร์ดคณะกรรมการ;
• ความซับซ้อมในการเปรียบเทียบมาตรฐานของแต่ละประเทศทำให้ งบการเงินตาม IFRS ยากต่อการทำความเข้าใจและเปรียบเทียบ
• การขาดแคลนความรู้ภายใน และผู้ตรวจสอบภายนอก รวมทั้งที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้;
• การประเมินราคายุติธรรมที่ไว้ใจได้สำหรับมาตรฐานบัญชีของกิจการและเครื่องมือทางการเงิน และ;
• ต้นทุนในการเปลี่ยนไปใช้มาตรฐานบัญชีใหม่รวมถึงการปรับปรุงระบบไอที การวางระบบแก้ไขนโยบายการรายงานและขั้นตอนการดำเนินงาน การฝึกอบรมพนักงานและการให้ความรู้แก่นักลงทุนและสมาชิกบอร์ดคณะกรรมการ

ภาพรวมเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนในที่ประชุมที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในการรับเอา IFRS ไปใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เข้าร่วมประชุมมีความเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่ IFRS จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ถือหุ้นต่อผู้ถือหุ้นได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลไปยังต้นทุนของทุนที่ต่ำลง

ปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของโครงการเปลี่ยนแปลงไปสู่ IFRS

ความเป็นผู้นำ

การเปลี่ยนไปใช้ IFRS เป็นการเปลี่ยนทั้งโปรแกรม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและการอนุมัติงบประมาณจากฝ่ายบริหารตั้งแต่เริ่มต้นตลอดการวางระบบ เนื่องจากมีความยุ่งยากในการเปลี่ยนโปรแกรม ผู้ที่รับผิดชอบในการวางระบบจึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ อย่างพอเพียง

การสื่อสาร

การตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้ระบบ IFRS ต้องศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีความจำเป็นในการขับเคลื่อนองค์กรทั้งระบบในการรับการเปลี่ยนแปลง การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพอาศัยเหตุผลดังต่อไปนี้:-

• นักลงทุนและผู้ให้สินเชื่อจำเป็นต้องเข้าใจว่ามาตรฐานบัญชีใหม่และการเปลี่ยนไปใช้ IFRS มีผลกระทบอย่างไรต่อข้อมูลทางการเงินของกลุ่มบริษัท; และ
• พนักงานควรมีความเข้าใจถึงเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบต่อพวกเขา

ทรัพยากร

ในการกำหนดระดับการใช้ทรัพยากรเพื่อให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง เกี่ยวข้องกับหัวข้อได้ดังต่อไปนี้:-

• ต้องใช้พนักงานอะไรบ้าง?
• ควรมอบหมายให้ใครรับผิดชอบต่อโครงการ?
• จะกระตุ้นพนักงานอย่างไร? และ
• จะต้องสอดคล้องกับอะไรบ้าง?

ความรู้

คุณสมบัติในการเป็นสมาชิกทีมงานของโปรเจ็กต์คือความรู้ ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ความรู้ในทางเทคนิคของ IFRS แต่ควรให้ความสำคัญกับ:-
• การรู้จักเครื่องมือและวิธีการในการวางระบบ IFRS และขั้นตอนการรายงานภายในกลุ่ม;
• ความเข้าใจในธุรกิจและการทำธุรกรรม ที่ส่งผลต่อกิจกรรมของกลุ่ม:-
• การเพิ่มความรู้ในขั้นตอนการรายงานและเทคโนโลยีที่สนับสนุน

ทีมงานโครงการจำเป็นต้องประกอบไปด้วยบุคคลที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญต่างกันที่สามารถทำงานร่วมกันได้เป็นทีมเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน

ข้อดีในการเปลี่ยนไปใช้ IFRS

การเปลี่ยนไปใช้ IFRS นอกเหนือจากการดึงดูดนักลงทุนและสอดคล้องกับข้อบังคับตามกฎหมาย บริษัทที่เปลี่ยนแปลงระบบยังได้รับผลประโยชน์เพิ่มเติมดังต่อไปนี้

• IFRS ทำให้มีความสอดคล้องกันทั้งบริษัท – ส่งเสริมความสัมพันธ์กับลูกค้า และ ผู้จัดส่งวัตถุดิบจากทั่วโลก เนื่องจากงบการเงินตาม IFRS เป็นมาตรฐานเดียวกัน เนื่องจากธุรกิจในประเทศไทยมีความเป็นนานาชาติมากขึ้นในแง่ของนักลงทุนและการดำเนินงาน IFRS ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบบริษัทในประเทศไทยกับบริษัทอื่นๆ ได้ทั่วโลก
• IFRS เป็นแรงผลักดันให้เกิดการควบกิจการระหว่างประเทศ เป็นหุ้นส่วนและพันธมิตรกับธุรกิจในต่างประเทศเพื่อลดต้นทุนในความร่วมมือกันหลังจากการควบกิจการ
• ส่งเสริมคุณภาพและความสอดคล้องของข้อมูล เพื่อหลีกเลี่ยงการรายงานซ้ำซ้อนและลดต้นทุนด้านการเงิน อาจมีการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มบริษัทที่อยู่คนละพื้นที่ในการจัดทำงบการเงินสำหรับการรายงานภายนอก; หนึ่งฉบับสำหรับงบการเงินภายในประเทศ ฉบับที่สองสำหรับบริษัทแม่ ซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยากและต้นทุนในด้านการเงิน
• งบดุลตาม IFRS มีความใกล้เคียงต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจ ต้นทุนในอดีดจะถูกแทนที่โดยราคายุติธรรมในหลายรายการของงบดุลทำให้บริษัทสามารถแสดงราคาบริษัทที่แท้จริง ตัวอย่างเช่น เครื่องมือทางการเงินและคุณสมบัติการลงทุนจะสะท้อนราคายุติธรรม

ความท้าทายต่อการรวมกัน

ในทำนองเดียวกับการรับเอา IFRS ในทั่วโลก ประเทศไทยจะได้สัมผัสกับความท้าทายดังต่อไปนี้:-

ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี – TAS ไม่ได้แสดงถึงภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ตามมาตรฐานบัญชีสากล 12 – ภาษีเงินได้ต้องระบุรายละเอียดภาษีเงินได้รอตัดบัญชี และจำนวนที่แตกต่างจำเป็นต้องเปิดเผยในงบการเงิน

สวัสดิการพนักงาน – TAS ไม่ได้ครอบคลุมถึงสวัสดิการพนักงาน ตามมาตรฐานบัญชีสากล 19 – สวัสดิการพนักงานตามหลักบัญชีควรรวมเอาสวัสดิการพนักงานระยะสั้นและสวัสดิการพนักงานหลังเกษียณภายใต้แผนการจ่ายเงินปันผล อย่างไรก็ตามยังไม่มีการนำมาใช้จริงในประเทศไทยสำหรับสวัสดิการพนักงานหลังเกษียณภายใต้แผนการจ่ายเงินปันผล; สวัสดิการพนักงานระยะยาวและสวัสดิการการเลิกจ้าง

เครื่องมือทางการเงิน – ในปัจจุบันยังเปรียบเทียบไม่ได้กับมาตรฐานบัญชีสากล 39 – เครื่องมือทางการเงิน: ไม่มีการรับรู้และประเมินตราสารอนุพันธ์ การป้องกันความเสี่ยง การด้อยค่าของสินทรัพย์ทางการเงิน

ทรัพย์สินลงทุน – ในปัจจุบัน TASยังเปรียบเทียบไม่ได้กับมาตรฐานบัญชีสากล 40 – สินทรัพย์ลงทุน: ทรัพย์สินที่ถือครองสำหับการให้เช่าและราคาที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งทรัพย์สิน อาคารและอุปกรณ์ ถูกบันทึกภายใต้มาตรฐานบัญชีไทย 32 – ทรัพย์สิน: อาคารและอุปกรณ์ ฉบับปี พ.ศ. 2003 ตาม IAS16

การออกแบบและพัฒนา
การดำเนินงานทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง TAS กับ IFRS ซึ่งจำเป็นต้องเตรียมเอกสารฝึกอบรม IFRS และคู่มือการบันทึกบัญชีที่อธิบายวิธีการและการตัดสินใจ สิ่งที่ต้องพิจารณาประกอบไปด้วย:-
• ตารางเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทดสอบ และวิเคราะห์
• พัฒนาการของการรายงาน และ
• ระบบการควบคุมภายใน

การวางระบบ

การฝึกอบรมเป็นการสร้างความมั่นใจว่าพนักงานเข้าใจการวางระบบและสามารถใช้คู่มือการรายงานสำหรับธุรกรรมภายใต้ IFRS

การกำกับดูแลของคณะผู้ตรวจสอบ

ฝ่ายบริหารเป็นผู้รับผิดชอบต่อการวางระบบและเปลี่ยนไปใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนไปใช้ IFRS ต้องได้รับการกำกับดูแลโดยคณะผู้ตรวจสอบ สมาชิกคณะผู้ตรวจสอบควรถามกรรมการว่ามีการบริหารการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงที่เกี่ยวข่องอย่างไร จุดประสงค์หลักของคณะผู้ตรวจสอบของ IFRS คือกลยุทธ์ในการวางระบบ ทรัพยากรที่ต้องใช้ในการเปลี่ยนแปลงทั้งองค์กร และการประเมินความสมบูรณ์ของโครงการ

ลงมือเริ่มทำงาน

คำถามข้างล่างสำหรับการเริ่มทำงานของคณะผู้ตรวจสอบในกระบวนการกำกับดูแลที่สำคัญ แบ่งออกเป็น 4 หมวด ได้แก่:-

• เป็นโปรเจ็กต์การเปลี่ยนแปลง
• ผลกระทบต่อรายงานทางการเงิน
• ผลกระทบต่อองค์กรธุรกิจและผู้ถือหุ้น และ
• นัยสำคัญต่อคณะผู้ตรวจสอบ

โปรเจ็กต์การเปลี่ยนแปลง

• ฝ่ายบริหารให้การสนับสนุนอะไรบ้างแก่การวางระบบมาตรฐานบัญชีใหม่
• หัวหน้าขององค์กรธุรกิจ ฝ่ายการเงิน HR ภาษี ไอที มีส่วนร่วมต่อความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงไปใช้ IFRS หรือไม่
• ใช้กลยุทธ์อะไรในการวางระบบมาตรฐานบัญชีใหม่
• อะไรคือจุดประสงค์ในการเปลี่ยนแปลงไปสู่มาตรฐานบัญชีใหม่? จะส่งผลต่อระบบไอทีอย่างไร?
• มีตารางเวลาหรือไม่?
• มีบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลโปรเจ็กต์หรือไม่
• มีคณะกรรมการควบคุมทิศทางของโปรเจ็กต์อย่างเป็นทางการหรือไม่
• องค์กรมีทรัพยากร ความชำนาญ และความรู้ในการวางระบบการเปลี่ยนแปลงอย่างเพียงพอหรือไม่? การฝึกอบรมมาตรฐานบัญชีใหม่อะไรที่ต้องการ?
• ผู้ตรวจสอบภายในมีบทบาทอย่างไร?
• มีแผนการตรวจสอบความก้าวหน้าตามตารางการเปลี่ยนแปลงอย่างไร?
• มีความเสี่ยงอะไรที่ต้องจัดการ?

ผลกระทบต่อรายงานทางการเงิน

• นโยบายบัญชีอะไรที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเปลี่ยนไปใช้มาตรฐานบัญชีใหม่?
• การเปลี่ยนมาตรฐานบัญชีใหม่มีผลกระทบอะไรบ้างต่อรายได้, ส่วนของเจ้าของ, อัตราส่วนที่สำคัญ, และการรับรู้รายได้? เรามองเห็นความเสี่ยงอื่นอีกหรือไม่?
• มาตรฐานบัญชีใหม่มีผลกระทบอะไรต่อตัวชี้วัดผลการดำเนินงานและการรายงาน?
• ฝ่ายบริหารเรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนไปใช้ IFRS ที่อาจมีผลต่ออุตสาหกรรมและคู่แข่งขันหรือไม่? ต้องการคำปรึกษาในอุตสาหกรรมโดยรวมหรือไม่?
• การตัดสินใจของฝ่ายบริหารในการใช้นโยบายบัญชีพิเศษปกติแล้วจัดทำเป็นเอกสารหรือไม่?
• เมื่อไหร่ฝ่ายบริหารถึงจะจัดทำงบการเงินภายใต้มาตรฐานบัญชีใหม่และในที่สุด IFRS?
• มีข้อมูลอะไรบ้างที่ต้องเปิดเผยโดยรวมในการเปลี่ยนไปสู่ IFRS และจะเปิดเผยอย่างไร?
• การเปิดเผยขององค์กรของเราเปรียบเทียบกับองค์กรที่คล้ายกันเป็นอย่างไร?

ผลกระทบต่อองค์กรธุรกิจและผู้ถือหุ้น

• ความต้องการในการฝึกอบรมคืออะไร? ใครนอกเหนือจากฝ่ายการเงินที่ต้องได้รับการฝึกอบรม? การฝึกอบรมสามารถจัดทำภายในได้หรือไม่?
• ระบบและขั้นตอนการรายงานทางการเงินปัจจุบันของเราให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนไปใช้ IFRS หรือไม่? ต้องการระบบใหม่หรือไม่ สามารถอัพเกรดระบบที่มีอยู่ได้หรือไม่หรือต้องเปลี่ยนทั้งหมด?
• การวางระบบต้องทำงานควบคู่กันไปด้วยหรือไม่?
• การเปลี่ยนไปใช้มาตรฐานบัญชีใหม่มีผลกระทบต่อรายงานของฝ่ายบริหารภายในองค์กรหรือไม่? มีผลกระทบต่อขั้นตอนการวางแผน งบประมาณ และประมาณการณ์อย่างไร?
• มีแผนและกำหนดเวลาอย่างไรในการแจ้งผู้ถือหุ้นให้ทราบเกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนไปใช้ IFRS เกี่ยวกับองค์กรธุรกิจและอุตสาหกรรม? มีอะไรที่ต้องแจ้งผู้ถือหุ้นภายนอกและภายใน – พนักงาน ผู้ให้กู้ เจ้าหน้าที่ และ ซัพพลายเออร์?

นัยสำคัญต่อคณะผู้ตรวจสอบและบอร์ดคณะกรรมการ

• บอร์ดคณะกรรมการได้รับรายงานข้อมูลอัพเดตอย่างไรในการเปลี่ยนไปใช้ IFRS?
• กรรมการที่คนใดบ้างที่เข้าใจมาตรฐานบัญชีใหม่และ IFRS? จะอบรมกรรมการเกี่ยวกับ IFRS เมื่อไหร่และอย่างไร?
• เมื่อไหร่ที่สมาชิกคณะผู้ตรวจสอบและบอร์ดคณะกรรมการต้องได้รับแจ้งผลกระทบจาก IFRS รวมทั้งรายงานทางการเงิน ข้อมูลการบริหาร และอย่างไร?
• คณะกรรมการของบอร์ดจะเข้าใจและตรวจสอบการทำงานได้อย่างไรว่าการวางระบบ IFRS มีผลกระทบต่อวาระการประชุม บทบาท และความรับผิดชอบในการกำกับดูแล?
• ตารางเวลาการประชุมของคณะผู้ตรวจสอบและบอร์ดเพียงพอหรือไม่?
• สมาชิกคณะผู้ตรวจสอบจะมั่นใจได้อย่างไรในความเป็นเอกภาพของงบการเงินและระบบรายงานทางการเงิน?
• ผู้ตรวจสอบภายในและผู้ตรวจสอบภายนอกสามารถรับประกันความเกี่ยวเนื่องของมาตรฐานบัญชีใหม่กับการใช้ระบบ IFRS ได้หรือไม่?
• สมาชิกคณะผู้ตรวจสอบพอใจกับความรู้ใน IFRS ในปัจจุบัน หรือไม่และความสามารถของเราในการพิจารณาทางเลือกในนโยบายการเงินและกระบวนการการตัดสินใจของฝ่ายบริหารเป็นอย่างไร?

สิ่งที่ได้รับการประเมิน ได้รับการจัดการ – หลักการการประเมินผลการดำเนินงานองค์รวมใหม่

management1การประเมินผลการทำงานของคณะกรรมการบริษัทส่วนมากจะยึดถือตามรูปแบบโครงสร้างโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะผู้ตรวจสอบที่เป็นตัวแทนของบอร์ดกรรมการในการพิจารณารายงานทางการเงิน การควบคุมภายใน และการจัดการความเสี่ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานและความโปร่งใส ซึ่งประสบการณ์ในการทำงานของกรรมการบริษัทและไหวพริบในการสังเกตภาพรวมขององค์กรด้วยการรับทราบโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งจำเป็นแต่ยังไม่เพียงพอสำหรับประสิทธิภาพในการทำงานของบอร์ด

ข้อมูลที่มีโครงสร้างเป็นระบบมีข้อจำกัดในการประเมินผลการทำงานของบอร์ดและการตัดสินใจเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้รับ คณะผู้ตรวจสอบบัญชีเข้าใจว่าโครงสร้างของบอร์ดไม่ได้เป็นตัวชี้วัดที่สมบูรณ์ว่าสามารถจัดการกับเป้าหมายในการรับผิดชอบหลักได้ดีเพียงใด – การสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น ดังนั้น บอร์ดที่เปิดเผยโครงสร้างตัวชี้วัดการกำกับดูแลที่ดีสามารถที่จะประสบความล้มเหลวได้ในขณะที่โครงสร้างอื่นที่ดูไม่สมบูรณ์โดยวัดจากการกำกับดูแลที่ดีกลับดำเนินงานได้อย่างดีเยี่ยมเป็นระยะเวลายาวนาน

การประเมินโครงสร้างการกำกับดูแลที่ดีโดยทั่วไปมีข้อจำกัดเช่นเดียวกับการรายงานทางการเงินแบบเก่า ข้อมูลทางการเงินที่เป็นตัวชี้วัดมูลค่าบริษัทมหาชนบอกได้เพียงแค่บางส่วนของทั้งหมด มูลค่าที่ไม่ใช่ทางการเงินจะมีผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กรและเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าทางการตลาด เหมือนกับภาพลวงที่มองไม่เห็นหรือส่วนที่อ่อนแอของการทำงานของบอร์ดซึ่งยากต่อการประเมิน แต่มีผลกระทบต่อคุณภาพและประสิทธิภาพในการกับกับดูแลการดำเนินงานขององค์กร และถ้าปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้รับการประเมิน มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าการเพิ่มประสิทธิภาพจะไม่ได้รับการจัดการ ดังนั้น คณะกรรมการจะทำอย่างไรในการประเมินคุณภาพของการทำงานของตนเอง –นอกเหนือจากภาพรวมโครงสร้าง – และกระบวนการนี้จะได้รับการจัดการอย่างไรเพื่อสร้างความมั่นใจว่าบอร์ดได้ทำงานอย่างเพียงพอ? ตัวแปรจากภายนอกโดยปกติแล้วสามรถ สร่งผลักดันโครงสร้าง ความแข็งแกร่ง ความทะลุปรุโปร่ง ที่สร้างสรรค์ กระบวนการประเมินประสิทธิภาพของบอร์ดในเชิงปริมาณ (การสำรวจตนเอง) และ คุณภาพ (การสัมภาษณ์กรรมการแต่ละคน ความคิดเห็นจากประธานผู้บริหาร และ การประชุมพิจารณาและการซักถาม) วิธีการประเมินที่สร้างความแข็งแกร่งและช่วยพัฒนาการบริหารของบอร์ด เพื่อให้วิธีการดังกล่าวได้รับผลที่น่าพอใจมากขึ้น คำถามต่อไปนี้เป็นคำถามเจาะลึกที่บอร์ดต้องถามตนเองในการวัดประสิทธิภาพการทำงานของตนเอง

1. ก่อนการประเมิน

• บอร์ดควรกำหนดความรับผิดชอบของตนเอง ซึ่งความรับผิดชอบของบอร์ด ถูกผลักดันโดย หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี สำหรับบริษัทจดทะเบียน ออกโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

• บอร์ดควรกำหนดวัตถุประสงค์ของตนเองเป็นความรับผิดชอบกว้างๆ ที่สามารถประเมินผลการทำงานของตนเองได้ บอร์ดควรจะกำหนดจุดประสงค์เหล่านี้ปีต่อปี (โดยปกติแล้ว ณ วันเริ่มต้นของปีภาษี หรือ ได้รับความเห็นชอบจากบอร์ด) และควรจะสะท้อนถึงการตัดสินใจของบอร์ด
• คณะตัวแทนอาจเป็นฝ่ายริเริ่มในการกำหนดจุดประสงค์ที่สร้างให้ความเชื่อถือกับคณะทำงาน ซึ่งครอบคลุมความรับผิดชอบที่จำเป็นต่อประสิทธิภาพของบอร์ด บอร์ดทั้งคณะควรจัดการประชุมปรึกษา เสนอข้อคิดเห็น และลงมติในขั้นตอนสุดท้ายในการกำหนดวัตถุประสงค์และจัดเรียงลำดับความสำคัญ

2. ขั้นตอนการประเมิน

ขั้นตอนเบื้องต้นในการประเมินการทำงานของบอร์ดถูกกำหนดไว้คร่าวๆ โดย Hilmer และ Tricker (1990) ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีในการนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของบริษัท

• มีความมุ่งมั่นและสนับสนุนบอร์ดโดยรวม
• แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ เป็น ประธาน, คณะกรรมการ, กรรมการอาวุโสอิสระที่ไม่ใช่ผู้บริหาร, ที่ปรึกษาภายนอก
• รวบรวมข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งอาจประกอบไปด้วย บริษัท, เจ้าของ, โครงสร้างคณะกรรมการและกระบวนการ, ภูมิหลังของกรรมการ
• รวบรวมข้อมูลคุณภาพ ซึ่งอาจเป็นการเขียนแบบฟอร์ม แบบสอบถามหรือการสัมภาษณ์หรือเวิร์กช็อป โดยให้ความสำคัญกับทัศนคติและหน้าที่ของบอร์ด อาจมีการเรียกประชุมย่อยกับบอร์ดแต่ละคน เลขานุการบริษัท นักลงทุนสถาบัน ธนาคาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือหุ้นส่วนอื่นที่มีความสนใจ
• กำหนดหัวข้อที่ได้จากขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล เพื่อดูว่า มีสมาชิกคณะกรรมการ นักลงทุน กี่คนที่ให้ความสนใจต่อคำถามหรือหัวข้อเดียวกัน
• กำหนดทางเลือกและแนวความคิด มีวิธีในการแก้ปัญหาอย่างไร?
• ร่างรายงาน
• กำหนดตารางเวลาสำหรับการนำเสนอพิจารณา
• พัฒนากลยุทธ์ในการดำเนินงานจากการค้นพบ เพื่อส่งเสริมการทำงาน
• สร้างความมั่นใจว่ากระบวนการและผลการปฏิบัติได้รับการประเมิน

3. คำถามสำหรับบอร์ด

คำถามต่อไปนี้เป็นเพียงแนวทางเพื่อส่งเสริมกระบวนการการประเมินเท่านั้น หัวข้อที่กำหนดโดยบอร์ดแต่ละบริษัทอาจหมายถึงคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องและไม่ได้รวบรวมไว้ ณ ที่นี้:-

• บริษัท ณ ปัจจุบัน อยู่ในช่วงไหนของวิวัฒนาการ – เริ่มดำเนินกิจการ, กำลังเติบโตและขยายกิจการ, เติบโตเต็มที่, ช่วงถดถอย? บอร์ดต้องการอะไรมากที่สุดในปัจจุบัน?
• สภาวะแวดล้อมของบริษัทเป็นอย่างไร? อะไรที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว? มีความมั่นคง? ถดถอย?
• คำนิยามของความสำเร็จของบริษัทคืออะไร? อะไรคือเป้าหมายระยะยาวและระยะสั้น? ผลการเงิน? ภาพลักษณ์? สัญชาติขององค์กร? คุณภาพ?
• กลยุทธ์อะไรที่บริษัทต้องเผชิญความท้าทายในช่วงถัดไป ตัวอย่างเช่น การปรับโครงสร้าง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การวิจัย การขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ การซื้อกิจการหรือการขายบริษัท อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ
• ความชำนาญพิเศษอะไรที่บอร์ดต้องการในการเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้? ตัวอย่างเช่น การตลาด, การเงิน, ต่างประเทศ, ส่งออก/นำเข้า, ระบบข้อมูล, การจัดการสิ่งแวดล้อม, การวางแผน, การบริหารคุณภาพแบบบูรณาการ
• บอร์ดรับทราบความเป็นไปได้ของการเกิดความขัดแย้งในคณะกรรมการ?
• คณะกรรมการได้กำหนดทิศทาง และวางแผนคร่าวๆ ในการทำงานให้ “มีความรวดเร็ว” หรือไม่?
• คณะกรรมการทุกคนได้รับข้อมูลทันสมัยเกี่ยวกับหน้าที่ตามกฎหมายและหนี้สิน
• มีโปรแกรมที่ทำให้คณะกรรมการทุกคนได้รับข้อมูลทันสมัยหรือไม่? คณะกรรมการได้รับการกระตุ้นให้เข้าร่วมการสัมมนาและหลักสูตรเพื่อพัฒนาความชำนาญหรือไม่? บริษัทสนับสนุนการฝึกอบรมหรือไม่?
• คณะกรรมการบริหารได้รับโอกาสในการเพิ่มประสบการณ์และเรียนรู้เกี่ยวกับบริษัทอื่นและอุตสาหกรรมหรือไม่? พวกเขาเข้าใจความแตกต่างระหว่างหน้าที่และความคาดหวังของสมาชิกบอร์ดเปรียบเทียบกับบทบาทหน้าที่ในฐานะผู้บริหารอย่างไร?
• คณะกรรมการและคณะกรรมการบริหารมีความเสมอภาคกันหรือไม่?
• บอร์ดมีความเป็นเอกเทศหรือคณะกรรมการจำนวนมากยึดติดกับบริษัท?
• การดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการกำหนดเป็นวาระหรือไม่?
• มีการกำหนดอายุเกษียณหรือไม่?
• คณะกรรมการได้รับค่าตอบแทนตรงกับความต้องการ ความสามารถ และเวลาที่เสียสละหรือไม่?
• คณะกรรมการมีประกันต่อการจ่ายค่าปรับหรือไม่?
• คณะกรรมการทุกคนมีความรู้สึกเป็นเอกเทศและอุทิศต่อบอร์ดหรือไม?
• บอร์ดกำลังทำอะไรให้สำเร็จและกำหนดการทำงานอย่างไร? บอร์ดได้กำหนดบทบาทตัวเองเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่บริษัทหรือไม่? บอร์ดได้พัฒนางานเพื่อความสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่?
• มีคำนิยามที่ชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทของบอร์ดและบทบาทของฝ่ายบริหารที่ทุกคนรับทราบและคาดหวังได้หรือไม่?
• บอร์ดมีการจัดลำดับความสำคัญของงานหรือไม่?
• ประธานสร้างบอร์ดที่มีความคล่องตัวหรือไม่? และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคณะกรรมการและฝ่ายบริหาร, จัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และทำงานอย่างสร้างสรรค์หรือไม่?
• ประธานดูแลประสิทธิภาพในการตัดสินใจหรือไม่? ประธานมีเป้าหมายในการสร้างความมั่นใจว่าได้พิจารณาหลายทางเลือกในการตัดสินใจ, คิดและวิเคราะห์อย่างรอบคอบและรับฟังความคิดที่แตกต่าง? เราพอใจกับการตัดสินใจที่ดีที่สุดและได้รับการสนับสนุนโดยบอร์ดหรือไม่?
• ประธานได้สร้างความมั่นใจว่าได้แบ่งงานบอร์ดอย่างเหมาะสมแก่คณะกรรมการแต่ละคนหรือไม่?
• คณะกรรมการแต่ละคนได้รับความรับผิดชอบที่เหมาะสมตามความรู้ความสามารถ รวมถึงการรายงานและข้อเสนอแนะต่อบอร์ดหรือไม่?
• เราได้คัดเลือกบอร์ดและคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่?เราได้พิจารณาความรับผิดชอบที่เหมาะสมกับตำแหน่ง, รวมถึงความสามารถ, ประสบการณ์และการทำงานของผู้สมัครหรือไม่?
• บอร์ดและคณะกรรมการของเราได้เป็นตัวอย่างที่ดีและนำพาเราไปสู่ระมาตรฐานที่สูงที่และเหมาะสมหรือไม่?

ความสัมพันธ์

• บอร์ดทำงานอย่างสร้างสรรค์เป็นทีม เกิดประสิทธิผล และมีความสัมพันธ์ที่ดี สร้างความเชื่อใจและความเคารพได้หรือไม่?
• การตัดสินใจของบอร์ดมีประสิทธิภาพกว่าข้อเสนอของแต่ละบุคคลหรือไม่?
• ฉันรู้จักคุณภาพของเพื่อนคณะกรรมการแต่ละคนเท่ากับที่รู้จัก CEO หรือไม่?
• การตัดสินใจของบอร์ดเป็นการเพิ่มคุณภาพการตัดสินใจของฝ่ายบริหารหรือไม่? การบริหารของเราสร้างสรรค์และกระตุ้นให้เกิดความคิดและการทำงานหรือไม่?
• บอร์ดตอบสนองอย่างเหมาะสมต่อการจัดการ, สร้างความเชื่อใจและก่อให้เกิดความจริงใจหรือไม่?
• ฝ่ายบริหารที่เข้าร่วมประชุมกับบอร์ดมีส่วนทำให้บอร์ดมีประสิทธิภาพหรือไม่?
• ประธานบอร์ดคณะกรรมการรักษาความสัมพันธ์ในการทำงานที่ดีกับผู้จัดการที่เกี่ยวข้อง?
• บอร์ดได้แสดงความไม่เห็นด้วยต่างๆ ตามความเหมาะสมหรือไม่?
• บอร์ดได้แสดงท่าทีอย่างเปิดเผยและเสนอความคิดใหม่และมีมุมมองที่แตกต่างออกไปหรือไม่?
• บอร์ดมีการทบทวนข้อมูลที่นำเสนอหรือไม่?
• บอร์ดได้ใช้ทรัพยากรภายใน/ภายนอก ในการช่วยทำความเข้าใจและแก้ปัญหาที่ซับซ้อนภายในขอบเขตเวลาหรือไม่?
• ประเมินความมั่นใจของบอร์ดในการจัดการปัญหาที่ซับซ้อนในเวลาจำกัด

การบริหารการประชุม

• บอร์ดได้วางแผนในการแก้ปัญหาสำหรับปีถัดไปหรือไม่?
• บันทึกการประชุมได้รับเร็วแค่ไหนภายหลังการประชุมบอร์ด?
• การประชุมบอร์ดจัดขึ้นช่วงที่ดีที่สุดของปีสำหรับการรับมอบหน้าที่หรือไม่?
• ขั้นตอนการจัดวาระการประชุมมีการรวมเอาประเด็นที่สำคัญเข้าใว้ด้วยหรือไม่?
• อิทธิพลของฝ่ายบริหารเป็นประเด็นที่สำคัญในวาระการประชุมของบอร์ดหรือไม่?
• วาระการประชุมของบอร์ดมีเวลาในการปรึกษาพอเพียงสำหรับหัวข้อที่ซับซ้อนและสำคัญหรือไม่?
• บอร์ดทุกคนได้รับวาระการประชุมและเอกสารต่างๆ ก่อนเข้าร่วมประชุมอย่างพอเพียงหรือไม่?
• เอกสารปรกอบวาระการประชุมของบอร์ดมีความชัดเจนและมีคุณภาพสำหรับการตัดสินใจหรือไม่?
• เอกสารประกอบการประชุมบอร์ดมีจำนวนมากไปหรือไม่?

การสื่อสารของบอร์ด

• มีการประเมินการสื่อสารของบอร์ดคณะกรรมการต่อหัวข้อที่ต้องพิจารณาเป็นประจำหรือไม่?
• บอร์ดมีการประเมินคุณภาพของบันทึกการปะชุมหรือไม่?
• บอร์ดได้รับแจ้งข้อมูลอย่างเพียงพอและมีเวลาพอเพียงสำหรับการตัดสินใจ

องค์ประกอบ, การก่อตั้ง และหน้าที่

• บอร์ดต้องเขียนเงื่อนไขอ้างอิงที่พอเพียงและคำนิยามที่เป็นไปได้ ของบทบาทของบอร์ด
• บอร์ดสามารถรับบทบาทของบอร์ดคณะกรรมการได้หรือไม่?
• เงื่อนไขอ้างอิงที่ผ่านการพิจารณาของบอร์ดประจำปี สามารถนำไปพัฒนาการกำกับดูแลกิจการและคุณธรรมของคณะกรรมการภายในองค์กรได้หรือไม่
• การเปลี่ยนแปลงในบอร์ดคณะกรรมการชุดปัจจุบันและงานในอนาคตได้ปรึกษาและอนุมัติในระดับบอร์ดหรือไม่
• สมาชิกบอร์ดมีความเป็นเอกเทศจากฝ่ายบริหารหรือไม่
• บอร์ดคณะกรรมการแต่ละคนรายงานต่อบอร์ดเป็นประจำหรือไม่

วิธีถอนเงินจากบัญชีเพย์พัลเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพของคุณด้วยบัตรเอทีเอ็ม บีเฟิร์ส

บล็อกเกอร์ เว็บมาสเตอร์ หรือแม้แต่นักแปลเอกสาร หลายๆ คงมีรายได้หรือได้รับโอนเงินค่าบริการ สินค้า หรือรายได้จากการโชว์แบนเนอร์และ affiliate โปรแกรม บนเว็บไซต์หรือบล็อกของคุณ ซึ่งพาร์ทเนอร์หรือผู้ใช้บริการในต่างประเทศ ส่วนใหญ่มักจะชำระค่าบริการหรือโอนเงินผ่านบริการของเพย์พัลซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัย สะดวก และได้รับความนิยมสูงสุด ณ ขณะนี้

ในบทความที่แล้วผมได้อธิบายวิธีถอนเงินจากบัญชีเพย์พัลเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทยของคุณ ซึ่งมีความสะดวกมากเพราะธนาคารกสิกรจะบอกรหัส verify code ของเพย์พัลทางอีเมล์ หลังจากที่คุณกรอกรายละเอียดชื่อบัญชี เลขที่บัญชี ธนาคาร และรหัสบัตรเครดิตเสมือนพร้อม security value 3 หลัก

ในทำนองเดียวกัน บัตรวีซ่าเอทีเอ็ม บีเฟิร์ส ของธนาคารกรุงเทพก็มีความสะดวกมากในการซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตหรือร้านค้าต่างๆ ทั่วโลก

การโอนเงินจากบัญชีเพย์พัลเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพด้วยบัตรบีเฟิร์สแตกต่างจากบัตร shopping card เสมือนของธนาคารกสิกรไทยและยุ่งบากกว่าเล็กน้อย

ขั้นแรกหลังจากที่คุณระบุเลขที่บัตรเอทีเอ็ม พร้อม security value 3 หลัก ที่ด้านหลังของบัตร และเลขที่บัญชี ชื่อบัญชี และธนาคาร ของคุณ คุณต้องรอ 3 วันทำการสำหรับธนาคารกรุงเทพในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเพย์พัล
เนื่องจากธนาคารกรุงเทพจะไม่ส่งสลิปรายการใช้จ่ายผ่านเอทีเอ็มแก่คุณโดยตรงถ้าคุณไม่ได้แจ้งขอใช้บริการล่วงหน้าซึ่งมีค่าธรรมเนียมรายปี คุณจำเป็นต้องโทรเข้าศูนย์บริการฮอตไลน์ของธนาคารกรุงเทพเพื่อขอรหัส Paypal verify code โดยตรง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะสอบถามถึงวันที่ที่คุณทำธุรกรรมกับเพย์พัล (โดนชาร์จ) และให้คุณยืนยันบัตรบีเฟิร์สของคุณโดยกดหมายเลขบัตรเอทีเอ็มพร้อมรหัสบัตร (ไม่ใช่ security value) ผ่านโปรแกรมอัตโนมัติในเวลาที่จำกัด

ในกรณีที่คุณกดเลขที่บัตรบีเฟิร์สและรหัสเอทีเอ็มถูกต้องในเวลาที่กำหนด เจ้าหน้าที่ธนาคารจะบอกรหัส verify code สำหรับใช้ยืนยันบัญชีของคุณกับเพย์พัล ซึ่งเพย์พัลจะคืนเงินจำนวน $1.95 ที่ชาร์จไปให้กับคุณพร้อมอนุญาตให้คุณถอนเงินจากบัญชีเพย์พัลเข้าสู่บัญชีธนาคารที่คุณให้ข้อมูลไว้ได้อย่างสะดวกทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่มีอินเทอร์เน็ตกับคอมพิวเตอร์ ผ่านการคลิกเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง
อย่างไรก็ตาม การถอนเงินจากเพย์พัลหรือโอนเงินจากต่างประเทศเข้าบัญชีธนาคารในประเทศไทยของคุณจะใช้เวลาประมาณ 5-7 วันทำการและมีค่าธรรมเนียมถ้าจำนวนเงินที่โอนเงินต่ำกว่า 5,000 บาท

ข้อดีของการใช้จ่ายผ่านบริการของเพย์พัลคือคุณไม่จำเป็นต้องเปิดเผยหมายเลขบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตของคุณต่อผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการซึ่งมีความปลอดภัยต่อการถูกแฮ็กข้อมูล

โอนเงินทางอินเทอร์เน็ตกับ เพย์พัล แอคเค้าน์ (แบงค์กสิกรไทย)

หลายคนอาจจะมีเว็บไซต์ บล็อก ที่สามารถสร้างรายได้จากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศที่จ่ายชำระค่าสินค้าหรือบริการเป็นเงินดอลลาร์ผ่านเพย์พัล หรือแม้แต่ต้องการโอนเงินไปยังเพื่อนหรือซื้อสินค้าในต่างประเทศด้วยอินเทอร์เน็ต แต่ยังไม่รู้จะทำยังไง

คุณสามารถที่จะโอนเงินหรือรับโอนเงินทางอินเทอร์เน็ตง่ายๆ กับบัญชีธนาคารของคุณ ในโพสต์นี้ผมขอแนะนำเริ่มจากบัญชีธนาคารกสิกรไทย

สำหรับผู้ที่มีบัญชีธนาคารกสิกรไทย คุณสามารถสมัครใช้บริการ K-Cyber Banking ได้ที่ทุกสาขาไกล้บ้าน โดยธนาคารจะส่งผลการอนุมัติไปยังอีเมล์ที่คุณใช้สมัครภายใน 2 วันทำการ

ภายหลังจากที่ธนาคารอนุมัติ (ส่วนใหญ่จะอนุมัติ) คุณจะได้รับแจ้ง username และ password พร้อมขั้นตอนการสมัครใช้บริการอย่างละเอียดจากธนาคาร ซึ่งคุณต้องไปสมัครใน http://kasikornbank.com/

เมื่อคุณเข้าสู่หน้าเว็บ เลือก K-Cyber Banking จาก บริการออนไลน์

หลังจากนั้นทำตามคำแนะนำในอีเมล์ที่คุณได้รับจากธนาคาร ซึ่งคุณจะต้องสมัคร K-Web Shopping Card เพื่อขอหมายเลขคาร์ดเสมือน และ PIN code ซึ่งธนาคารจะอนุมัติภายใน 2 วันทำการ

คุณสามารถใช้หมายเลขคาร์ดเสมือน และ PIN code (security value จำนวน 3 ตัว) ในการ verify บัญชี เพย์พัล ของคุณเพื่อยืนยันการเป็นเจ้าของบัญชีที่แท้จริง ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกมากเพราะทางธนาคารจะส่ง เพย์พัล verify code ให้คุณทางอีเมล์ภายใน 3 วันทำการ ไม่ต้องรอสลิปสรุปค่าใช้จ่ายปลายเดือนเหมือนกับบัตรเครดิต

หลังจากนั้นคุณสามารถใช้จ่ายทางอินเทอร์เน็ตจากบัญชีธนาคารกสิกรไทยผ่านเพย์พัลได้อย่างสะดวกทั้งโอนเงินเข้าและออกตามวงเงินสูงสุดที่คุณหรืิอกฏหมายกำหนด

แนะนำบทความภาษาอังกฤษแก่เพื่อนต่างประเทศ